วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แ ป ด เ ซี ย น




แ ป ด เ ซี ย นเ ท พ 8 อ ง ค์



ผู้ อำ น ว ย โ ช ค ล า ภ แ ล ะ ค ว า ม ร่ำ ร ว ย




แปดเซียน หรือ โป๊ยเซียน มีนามว่า


1. ทิก๋วยลี้ เซียนแห่งยา และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ


2. ฮั่นเจงหลี เซียนแห่งโชคลาภ การบริการ การปกครอง


3. ลื่อทงบิน เซียนแห่งการรักษาโรค


4. เจียงกั๋วเล้า เซียนแห่งความมั่นคง อายุยืน สุขภาพดี


5. น่าใช้หัว เซียนแห่งมวลบุปผาชาติ ความอุดมสมบูรณ์


6. นางฮ่งเซียนไกว เซียนแห่งความดีงาม ความซื่อสัตย์


7. ฮั่นเซียงจื้อ เซียนพยากรณ์ ผู้หยั่งรู้ และการดนตรี


8. เช่าก๊กกู่ เซียนแห่งยศฐาบรรดาศักดิ์




清水祖師 (ตัน ผ่อ เจ่ว) หรือ พระหมอ



清水祖師 (ตัน ผ่อ เจ่ว) หรือ พระหมอ


พระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง เดิมชื่อ ผูชวี (ตัน ผ่อ เจ่ว) เป็นคนตระกูล ( 陈 ) แซ่เฉิน( แซ่ตัน ) ท่านถือกำเนิดที่เชิงเขากู่ซาน หมู่บ้านเสี่ยวก้อ ตำบลหยงชุน คืออำเภอหยงชุน จังหวัดเฉวียนโจว มณฑลฝูเจี้ยน เมื่อวันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๑ ตามปฏิทินจีน แต่ปี พ.ศ. กำเนิดต่างมีความคิดเห็นแตกต่างกัน คือ พ.ศ. ๑๕๕๔ - พ.ศ.๑๕๘๗ และ พ.ศ. ๑๕๙๐ แต่ในที่นี้ใช้ พ.ศ. ๑๕๘๗ เป็นหลัก (ตามที่นายจี้หยวน นักวิจัยมหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงชี ไทเป ไต้หวัน ซึ่งเขาได้อ้างอิงจากบทความของ หลิน ซีสุ้ย จากวารสารภาคผนวกของวารสารอายุ่ย พิมพ์ที่ไทเปโดย( สมาคมอันซีแห่งไทเปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ ) ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ซ่งเหรินจง ( จ้าวเจิน ) ใช้ปีรัชกาลว่าชิงหลี่ เป็นปีที่ ๗ แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๕๖๖ – ๑๖๐๖ มีเมืองไคฟงเป็นเมืองหลวง นามบิดามารดามิได้ปรากฏ จากตำนานกล่าวว่า ท่านผูชวีได้ช่วยบิดามารดาเลี้ยงแพะแถบเชิงเขากู่ซาน แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านแตกต่างจากชาวจีนฮั่นทั่วไปก็คือ ท่านมีผิวดำ ตัวดำ หน้าดำ จมูกโด่งและงองุ้ม ซึ่งอาจจะสืบเชื้อสายมาจากชาวอินเดียแขกทมิฬทางภาคใต้ ที่เดินทางมาค้าสำเภากับพวกอาหรับที่มาจอดแวะท่าเรือเมืองเฉวียนโจว อีกประการหนึ่งพื้นเพเดิมของชาวเมืองแถบนี้ก่อนที่ชาวจีนฮั่นจะอพยพลงมา มีพวกชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ชนพวกนี้กล่าวกันว่า อพยพขึ้นไปจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านผูชวี มีปัญญาเฉลียวฉลาดตั้งแต่สมัยเด็ก นิสัยชอบศึกษาหาความรู้ทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น เช่นเดียวกับเด็กวัยรุ่นทั่วไปแต่ที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปก็คือ ท่านชอบศึกษาคำสอนในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ยังเยาว์ ท่านศึกษาได้ลึกซึ้งและแตกฉาน ในฐานะที่เป็นคนอาศัยอยู่แถบเชิงเขาที่มีพืชนานาชนิด ท่านจึงได้ศึกษาเรื่องพืชสมุนไพร ไปด้วยจนสามารถนำมาประกอบเป็นยารักษาคนไข้ได้นเชี่ยวชาญและเป็นแพทย์ประจำตำบลอีกด้วย ต่อมาท่านได้ถือเพศบรรพชิตในพระพุทธศาสนานิกายมหายานท่านบวชวัดไหนไม่ปรากฏ แต่ต่อมาท่านได้มาพำนักที่วัดหมู่บ้านเผิงไหล อำเภออันซี แขวงเฉวียนโจว ตอนบวชน่าจะได้ฉายาว่า เหอซั่ง ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี ได้อบรมสั่งสอนธรรมะแก่ชาวบ้าน ทั้งที่หมู่บ้านเผิงไหลและตำบลใกล้เคียง และยังได้ช่วยเหลือเครื่องอุปโภคบริโภคและเงินทองแก่ผู้ยากไร้ ด้วยความรู้แพทย์แผนจีนอย่างดี พระโจวสุ่กงจึงช่วยรักษาผู้ป่วยในหมู่บ้าน นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้วยังได้พัฒนาหมู่บ้านด้วยการออกทุนทรัพย์ร่วมกับชาวบ้านก่อสร้างสะพาน ถนนหนทางหลายแห่ง ก่อสร้างอาคารเพื่อประกอบพิธีขอฝนประจำหมู่บ้าน แต่การศึกษาทางธรรมะของท่านก็เป็นไปด้วยดี จนท่านมีภูมิธรรมสูงได้ชื่อว่า พระผู้มีน้ำใจใสสะอาดบริสุทธิ์ คือ เฉ่งจุ้ยโจวซือ หรือ ชิงสุ่ยชวีซือ ซึ่งหมายถึงพระผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงเทียบได้กับพระอรหันต์ ณ ที่ตำบลเผิงไหล มีหน้าผาระหว่างภูเขาเผิงไหลซานกับภูเขาหลิงสิ่วซาน หน้าผาแห่งนี้เดิมชาวบ้านเรียกว่า หน้าผาจางเอี๋ยน ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นหน้าผาชิงสุ่ย หรือ เฉ่งจุ้ย เพื่อเป็นเกียรติแก่ พระเฉ่งจุ้ยโจวซือ ในปี พ.ศ. ๑๖๒๖ ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ซ่งเสินจง ( จ้าวชวี ) แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ใช้ปีรัชกาลว่า หยวนเฟิงที่ ๖ ได้เริ่มก่อสร้างวัดบนหน้าผาเฉ่งจุ้ย และให้ชื่อว่า วัดเฉ่งจุ้ยโจวซือ หรือ ชิงสุ่ยเอี๋ยน หรือ วัดเผิงไหล ขณะที่พระเฉ่งจุ้ยโจวซืออายุได้ ๓๙ ปี ตัวอาคารของวัดคงจะได้พัฒนาก่อสร้างเพิ่มเติมเรื่อยมา สระน้ำฝางเจียนทรงสี่เหลี่ยม อยู่ด้านหน้า กล่าวกันว่าในช่วงที่พระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋งกำลังก่อสร้างวัดอยู่นั้น ท่านได้เดินทางเข้าไปในตัวเมืองอันซีเพื่อซื้อต้นไม้สนจีนที่ต้นตรงไม่คด ผู้ขายเจ้าของไม้มีต้นไม้แบบดังกล่าวจำนวนไม่กี่ต้นและลำต้นยังเล็กอยู่ด้วย เขาจึงขายให้ท่านด้วยเงินเพียงเล็กน้อย และสัญญากับท่านให้ตัดไม้ภายในห้าวัน ท่านดีใจมากกลับวัดให้ขุดสระสี่เหลี่ยมแล้วเจาะรูเล็กๆตรงกลางสระ ฝ่ายชาวบ้านและพระลูกวัดทำตามที่ท่านสั่ง ไม่เข้าใจว่าท่านให้ทำเพื่ออะไร ครั้นภายหลังวันนั้นในเวลากลางคืน เกิดพายุทั้งลมทั้งฝนพัดจัดโค่นเอาต้นสนจีนที่ท่านต้องการล้มลง ท่านจึงให้ลากลงไปในโคลนแล้วหายไป พอถึงวันที่สาม ปรากฏว่าต้นสนดังกล่าวโผล่ขึ้นมาจากรูในสระที่ขุดไว้ ชาวบ้านและพระลูกวัดต่างช่วยกันลากไม้ขึ้นมารวมเก้าต้นซึ่งครบตามที่ต้องการ ขณะเมื่อต้นที่สิบกำลังโผล่ขึ้นมาพวกเขาต่างร้องว่า “พอแล้ว” ต้นสนต้นนั้นหยุดกึกปิดรูที่ขุดเสียจนปรากฏตออยู่จนบัดนี้พระเฉ่งจุ้ยโจวซือได้ปฏิบัติธรรมและบริการสังคมในละแวกนั้น จนอายุได้ ๖๕ ปี จึงมรณภาพ เมื่อ พ.ศ. ๑๖๕๒ ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ฮุยจง ( จ้าวจี๋ ) แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ศพได้ประกอบพิธีฝังไว้บริเวณหลังวัด ต่อมาได้มีการสร้างเจดีย์หน้าหลุมฝังศพซึ่งชาวบ้านเรียกว่า เจิ้นกง และได้นำคำนี้ไปเรียกขานต่อท้ายสมณนามของท่าน นอกจากนี้ยังได้สร้างแท่นบูชาไว้หน้าหลุมศพด้วย ต่อมาได้มีการสร้างรูปจำลองของท่านประดิษฐานไว้ที่แท่นบูชาในศาลาอาคารวัดเผิงไหล ในปี พ.ศ. ๑๗๐๗ ปีรัชกาลหลงซิงที่ ๒ ของฮ่องเต้ซ่งเซียวจง ( จ้าวเซิน ) แห่งราชวงศ์ซ่งใต้ ทรงครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ. ๑๗๐๕ – ๑๗๓๒ ณ เมืองหลิ่นอาน หรือ หางโจวในปัจจุบัน มณฑลเจ๋อเจียง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แต่งตั้งสมณศักดิ์แก่ ชิงสุ่ยชวีซือ สูงขึ้น เป็น “จาวอิงไท่ซือ” และยังโปรดฯให้ก่อสร้างศาลเจ้าไว้หน้าสุสานด้วย วัดเฉ่งจุ้ยโจวซือในปัจจุบันดังได้กล่าวแล้วว่าวัดนี้มีอายุมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือตั้งแต่ พ.ศ. ๑๖๒๖ เก้าร้อยปีเศษ เมื่อมองดูสภาพวัดในปัจจุบันที่ทางการจีนได้อนุรักษ์เอาใจใส่ บูรณปฏิสังขรณ์ตลอดมา ทำให้ผู้มีจิตศรัทธาและนักท่องเที่ยวต่างเดินทางไปสักการะเป็นอันมาก เพราะตัววัดตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันที่กลมกลืนกับธรรมชาติบริเวณภูเขาตัดกับขอบฟ้า ทำให้ตัวอาคารมองดูเด่นสง่า ที่ประกอบด้วยหลังคาลดหลั่นกันที่เรียกว่า ไห่เทียนกั๋ว ภายในอาคารแต่ละหลังมีห้องโถงต่างๆ เช่น ห้องประดิษฐานพระโจวสุ่กง พระกวนอิม ห้องรับรอง หอสวดมนต์ นั่งสมาธิ และห้องเล็กห้องน้อยกว่า ๙๙ ห้องบริเวณภายนอกตั้งแต่ซุ้มประตูทางเข้าซึ่งเพิ่งก่อสร้าง เป็นประตูสามช่องทางขนาดใหญ่ จนถึงหมู่อาคาร มีแง่หิน สระน้ำฝางเจียนทรงสี่เหลี่ยม อยู่ด้านหน้า กุ้ยเทียน ต้นการบูรขนาดใหญ่อายุหลายรอยปี ตรงกลางมีโพรงไม่มียอด สูงประมาณ ๑๐ เมตรกว้างประมาณ ๖ เมตร ภายในโพรงกว้างประมาณ ๑.๘๖ เมตร พอที่คนหลายคนเข้าไปนั่งเหยียดขาได้สบาย เมื่อมองทะลุโพรงขึ้นไปบนท้องฟ้ายอดปลายโพรงเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ จะแตกกิ่งออกมาสองกิ่ง ชาวบ้านเรียกต้นนี้ว่า กุ้ยเทียน บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ อยู่ไม่ห่างจากสระฝางเจียน มีน้ำไหลตลอดปี น้ำรสชาติหวานชาวบ้านถือว่าเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์รักษาโรคได้เจดีย์เจิ้นกง เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงพระโจวสู่กงด้านหน้าหลุมศพท่าน ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๖๗๔ เป็นเจดีย์สูงสิบชั้น ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ฮุยจง ( จ้าวจี๋ ) ภายหลังจากที่ท่านมรณภาพได้ ๒๐ ปี หลุนอิน หรือ ซือกุ้ย เป็นแท่นบูชา ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๘๖๐ ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้เหยินจง ในปีเจี้ยนอิ้วที่ ๔ แห่งราชวงศ์หยวน ต้นการบูรขนาดใหญ่ กล่าวกันว่า ท่านเป็นผู้ปลูกไว้ ปัจจุบันสูงประมาณ ๓๒ เมตร วัดโดยรอบได้ ๗ เมตรยอดต้นการบูรต้นนี้ปลายชี้ไปทางทิศเหนือตลอดเวลา ต้นโปรโดคาร์ปัส เป็นต้นไม้จีนชนิดพุ่มที่เป็นไม้หายาก ใบเล็กเรียวยาวใบแข็งมีลูก ปัจจุบันนิยมทำไม้แคระหรือไม้พุ่ม แต่ต้นนี้ปลูกไว้แต่สมัยพระโจวสุ่กง สูงประมาณ ๑๓ เมตร วัดโดยรอบได้ ๑.๓๕ เมตร กล่าวกันว่าปีหนึ่งสูงประมาณ ๓ ฉุ่นแต่เมื่อฟ้าร้องฟ้าแลบ จะลดลงเหลือ ๓ เซนติเมตรเท่านั้น คอสิงโต บริเวณหลังวัดเฉ่งจุ้ยโจวซือมีก้อนหินขนาดใหญ่คล้ายหัวสิงโต ใกล้ๆกันมีรูคล้ายปากสิงโตอ้าออกซึ่งสามารถที่จะให้คนสิบคนเข้าไปยืนได้ ลึกเข้าไปมีรูคล้ายลำคอสิงโตประมาณ ๒ เชียะ ในฤดูใบไม้ผลิต จะมีเสียงลมพัดผ่านออกมาคล้ายเสียงสิงโตคำราม กล่าวกันว่ารูถ้ำนี้สามารถเดินไปถึงเมืองเฉวียนโจวได้ในแถบมณฑลฝูเจี้ยนหรือ ฮกเกี้ยน กว่างตง กว่างซี ชาวจีนส่วนใหญ่จะเคารพนับถือเทพเจ้าอยู่ ๕ องค์ คือ๑. เป๋าเชิงต้าตี้ หรือ ซีจี้กง แถบเมืองไป่เจี่ยว ใกล้เซี่ยเหมิน๒. พระชิงสุ่ยชวีซือ หรือ เฉินผูชวี ที่วัดเฉ่งจุ้ยโจวซือ ตำบลเผิงไหล ที่อำเภออันซี๓. กัวเชิงหวัง หรือ กวงเจ๋อ จุนหวัง ที่เว่ยเจินเหมียวหรือกัวซานหรือเฟิงซานซือ ที่ซื่อซาน ต้นแม่น้ำแถบอันซี หยงชุนและหนานอัน๔. เจ้าแม่มาจู่ หรือ มาจอโป๋ จากเกาะเหมยโจว๕. ฉีเทียนต้าเฉิง หรือ วุนอู่กง หรือเฮ่งเจีย ที่ตำบลแถบภูเขาและภาคกลางของฝูเจี้ยน ในไต้หวันมีศาลเจ้าโจวสู่กงที่สำคัญคือ ศาลเจ้าชิงสุ้ยจูซือที่ว่านหัว ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๐ ถนนคางติง อำเภอว่านหัว ไทเป อีกแห่งที่ซานเซี่ย ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๒ เพื่อเป็นสิ่งยึดเหยี่ยวแก่ชาวอันซีที่อพยพมาอยู่เขตซานเซี่ยในไต้หวัน เมื่อถึงวันแซยิดของพระโจวสู่กง คือ วันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๑ ตามปฏิทินจีน พวกชาวบ้าน ๗ แซ่สกุลจากสี่ตำบล คือ ซานเซี่ย อิงเก๋อ ตู้เฉิงและต้าซี ต่างมาร่วมจัดงานระลึกถึงท่าน ศาลเจ้าโจวสู่กงที่มาเลเซียตั้งอยู่บริเวณเกนติ้งไฮแลนด์ เรียกว่า วัดถ้ำชินสวี พระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง กับ พระตักม้อโจวซือ บางท่านเข้าใจว่าเป็นองค์เดียวกัน เพราะพระโจวพระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง บางคนเรียก ตัวจ้อ หรือ อิดจ้อ แปลว่า องค์แรก ซึ่งตรงกับการเรียกขาน พระตักม้อโจวซือ ที่เรียก อิดจ้อ ศาลเจ้าบางแห่งจึงนำเอาพระโจวสู่กงไปวางไว้เป็นตัวจ้อ องค์แรก แล้วต่อด้วยหยี่จ้อ องค์ที่สอง ซึ่งต้องเรียงไปจนถึงหลักจ้อคือ องค์ที่หกแต่จากการศึกษาชีวประวัติของทั้งสององค์ต่างมีที่มาไม่เหมือนกัน ชีวประวัติของพระโจวสู่กงท่านมีชื่อเดิม สถานที่ถือกำเนิดชัดเจน เพียงแต่มีผิวดำคล้ายพระตักม้อซึ่งเป็นชาวอินเดีย ซึ่งท่านเดินทางเรือจากอินเดียใต้ถึงกว่างโจว มณฑลกว่างตง เมื่อ พ.ศ. ๑๐๗๐ วันที่ ๒๑ ค่ำ เดือน ๙ ตามปฏิทินจีน เข้าเฝ้าฮ่องเต้เหลียงอู่ตี้ ( เซียวเอี่ยน ) แห่งราชวงศ์เหลียงที่เมืองนานกิง ซึ่งพระองค์ทรงนับถือพระพุทธศาสนา แต่จากการสนทนาธรรมกับพระองค์ ทรงไม่เข้าใจในบทสนทนาจึงไม่โปรดฯ พระตักม้อจึงเดินทางไปพำนักที่วัดเส้าหลิน เมืองลั่วหยาง นั่งสมาธิหันหน้าเข้าผนังหินถึงเก้าปีจึงได้สำเร็จมรรคผล แล้วจึงเผยแผ่ธรรมะไปทั่วประเทศ จีนถือว่าท่านเป็นพระมหาสมณะองค์แรกหรือสังฆปรินายกองค์แรก เรียกว่า อิดจ้อ หรือ อิดโจ้ว หรือ ตักม้อโจวซือ หรือ พระอิดโจ้วตักม้อไต้ซือ หรือ พระโพธิธรรมมหาครูบา ท่านจึงมิใช่โจวซือกง และเวลาของทั้งสององค์ก็ต่างกันกว่าห้าร้อยปีพระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง จึงเป็นพระสงฆ์ทางพระพุทธศาสนาที่คนจีนถือเป็นเทพเจ้าและให้ความเคารพนับถือตลอดจน การขอยารักษาโรคภัยไข้เจ็บมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เมื่อถึงวันแซยิด คือ วันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๑ หรือบางแห่งถือเอาวันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๖ ตามปฏิทินจีน ผู้ที่เคารพนับถือต่างไปสักการะกราบไหว้เป็นประจำทุกปี จบแล้วครับ

ทิฮู้หง่วน โส่ย

ทิฮู้หง่วนโส่ย

ทิหง่วน โส่ย (鐵元帥) หรือ ทิเทียนกุน (鐵天君) หรือจอมพลทิ (鐵府元帥) คือหนึ่งในสามสิบหกจอมพลสวรรค์ (三十六天將之鐵頭元帥) และเป็นหนึ่งในสิบไท่โป้ (東嶽十太保) ของตั่งกักไต่เต่ (東嶽大帝) โดยทำหน้าที่ในการปราบปีศาจและทำลายพลังชั่วร้ายต่างๆทิหง่วนโส่ยมี ชื่อจริงว่า ทิถ่าว (鐵頭) เกิดในสมัยปลายราชวงศ์เซียง (941 – 841ก่อนปี ค.ศ. 生于商末朝代) ณ บ้านโจ่วเสีย (家鄉於石城) ท่านมีชาติกำเนิดที่น่าสนใจดังนี้ คือ จากบันทึกเทพเจ้าในศาสนาเต๋า ทิโท่วนั้นแท้จริงแล้วคือ รูปแบบ(ปาง,อวตาร)หนึ่งของแม่ทัพลักติง (六丁之氣) ที่ได้รับคำสั่งจากหยกหองซ่งเต่ (玉皇大天尊) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยเหลือประชาราษฎ์จากการกดขี่ข่มเหงของราชวงศ์เซี ยง (商朝)หลังจากที่ได้รับโองการสวรรค์ ทิหง่วนโส่ยก็ได้ลงมาบนโลกมนุษย์เพื่อเสาะหามารดาของตนเองก่อน ด้วยความช่วยเหลือจากจอมพลสวรรค์ท่านอื่น ทิหง่วนโส่ยก็ได้มาถึงบ้านโจ่วเสีย และได้พบกับสตรีแซ่ก่าน (顏氏女) ซึ่งเป็นหญิงสาวพรมจรรย์และเป็นผู้ประพฤติธรรม และในคืนนั้นเอง ทิง่วนโส่ยก็ได้เข้าฝันหญิงแซ่ก่านท่านนี้ และบอกกล่าวให้ทราบว่าตนเองจะมาเกิดเป็นลูกชายของนางและเด็กชายที่เกิดมานี้ จะนำความสงบสุขมาให้ประชาชนหญิงแซ่ก่านหลังจากตื่นขึ้นจากความฝัน บังเกิดเป็นกระแสพลังร้อนพุ่งเข้ากระแทกท้องของนาง หลังจากนั้นนางก็ตั้งท้อง จวบกระทั่ง 10เดือนต่อมานางก็ให้กำเนิดเด็กผู้ชาย ซึ่งก็คือทิหง่วนโส่ยในวันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนห้า (農曆五月初七日) แต่เนื่องจากนางเป็นหญิงพรมจรรย์ไม่ได้แต่งงานแต่อย่างใด ดังนั้นนางจึงให้แซ่ลูกชายนางว่า ทิ (鐵) ซึ่งแปลว่าเหล็กหรือทองแดงเป็นเพราะนางต้องการให้ ลูกชายของนางเมื่อเติบโตขึ้นมีความแข็งแร่งและกล้าหาญอดทนเหมือนเหล็กนั้น เองยี่สิบปีต่อมา ทิหง่วนโส่ยเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มที่กล้าหาญ มีนิสัยโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือผู้คนอยู่เสมอ ปีหนึ่งราชสำนักเซียงได้ส่งกองทหารออกเกณฑ์ชายหนุ่มเพื่อไปเป็นทหาร และมีทหารเลวจำนวนหนึ่งทำการปล้นสดมชาวบ้าน เมื่อทิหง่วยโส่ยรู้เข้า ท่านและเพื่อนจึงจัดตั้งกำลังขึ้นเพื่อสู้รบกับทหารเลวเหล่านั้นต่อ มาท่านได้เดินทางศึกษาวิชาเวทมนต์ต่างๆเพิ่ม โดยเดินทางไปเสาะหาอาจารย์ตามที่ต่างๆ จนท้ายที่สุดท่านได้เดินทางมาถึงภูเขาอิมซาน (陰山) และได้เรียนวิชาอาคมจากนักพรตเต๋าหลังจากได้ศึกษาวิชาอาคมได้เป็น ระยะหนึ่ง อาจารย์ของท่านได้ให้ท่านลงเขามอบภาระกิจช่วยราชวงศ์จิว (周朝) กู้แผ่นดิน โดยให้ท่านไปอยู่กับ จิวบุ๋นอ๋อง(姬昌) เพื่อต่อสู้กับกษัตริย์จอมชั่วร้ายติวอ๋อง จากราชวงศ์เซียงใน ระหว่างทางท่านได้เดินผ่านป่าบนเขาอิมซานซึ่งเป็นที่อยู่ของปีศาจม้าไฟ (火馬โห้ย หม่า) และท่านได้ค้างคืนที่นั้น ตกกลางคืนพอท่านเริ่มหลับตานอน เจ้าปีศาจม้าไฟก็ปรากฎกายขึ้นและจะจับท่านกินเป็นอาหาร ทันทีที่ท่านได้รับรู้ถึงไอปีศาจคุกคามถึงตัว ท่านได้ใช้ขวานเหล็กของท่าน (鐵釜ท่าน อาจารย์ของทิหง่วนโซ่ยมอบให้) เข้าต่อสู้และปราบปีศาจม้าไฟได้สำเร็จ และตั้งแต่นั้นมาเจ้าปีศาจม้าไฟก็ได้ติดตามเพื่อรับใช้ท่านทิหง่วนโส่ยจาก นั้นไม่นานท่านได้เดินทางพบกับค่ายทัพของราชวงศ์จิวและได้เข้าไปแนะนำตัวกับ จิวบุ๋นอ๋อง และได้รับราชการในกองทัพร่วมกับขุนพลคนอื่นๆในการวางแผนการรบใน การศึกขั้นแตกหักกับกองทัพราชวงศ์เซียง ทิหง่วนโซ่ยได้เข้าไปในเขตพระราชฐานหอจี้ฮี (商宮紫虛樓) เพื่อฆ่าปีศาจจิ้งจอก หลังจากที่ฆ่าปีศาจจิ้งจอกตาย ทันใดนั้นปีศาจไฟก็ได้ก็ล้อมท่านและใช้ไฟปีศาจเข้าเผาท่านในทันที จนกระทั่งท่านโดนปีศาจไฟเผาจนตาย (เราจึงเห็นกิมสิ้นของทิหง่วนโส่ยเป็นสีดำนั้นเอง)หลังจากวิญญาณของ ท่านออกจากร่าง ก็ได้ล่องลอยไปสู่สรวงสวรรค์ (天庭) เพื่อเข้าเฝ้าหยกหองซ่งเต่ (玉皇大帝) และได้รับการสดุดีและได้รับการแต่งตั้งยศเป็นที่ 威靈靈佑侯孟烈鐵元帥จากนั้นท่านก็ได้เข้าเป็นหนึ่งในสามสิบหกจอมพลสวรรค์ (玄天上帝) เพื่อติดตามเหี่ยนเทียนซ่งเต่ในการปราบพลังปีศาจชั่วร้ายต่อไป

เปาบุ้นจิ้น
เปา เจิ่งถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวนักวิชาการแห่งนครเหอเฟย์ มณฑลอานฮุย ที่ซึ่งในปัจจุบันประดิษฐานวัดเจ้าเปา (จีน: 包公祠; พินอิน: Bāogōngcí; คำอ่าน: เปากงฉือ) วัดดังกล่าวสถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 1609 ใกล้กับสุสานของเปา เจิ่ง
เปา เจิ่งนั้นเมื่ออายุได้ยี่สิบเก้าปีได้เข้ารับการทดสอบหลวง และผ่านการทดสอบระดับสูงสุด ได้รับแต่งตั้งเป็นบัณฑิตเรียกว่า "จินฉื่อ" (พินอิน: Jinshi) และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงไคฟง อันเป็นเมืองหลวงแห่งประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ซ้ง
ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งหน้าที่ในราชการ เปา เจิ่งไม่ปรานีและประนีประนอมกับความทุจริตใด ๆ เลย เปา เจิ่งนั้นมีนิสัยรักและเทิดทูนความยุติธรรม ปฏิเสธที่จะเข้าถึงอำนาจหน้าที่โดยวิถีทางอันมิชอบ บุคคลผู้หนึ่งที่ชิงชังเปา เจิ่งนักได้แก่ราชครูผัง (จีน: 龐太師; พินอิน: Pángtàishī; คำอ่าน: ผังไท้ชือ) อย่างไรก็ดี ยังไม่ปรากฏข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่แน่ชัดรับรองว่าราชครูผังผู้นี้มีความชิงชังในเปา เจิ่งจริง นอกจากนี้ การปฏิบัติราชการโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างไม่เห็นแก่หน้าผู้ใดยังทำให้เปา เจิ่งมีความขัดแย้งกับข้าราชการชั้นสูงบางกลุ่ม ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีซ้งหยาง (พินอิน: Song Yang) เปา เจิ่งเคยสั่งลดขั้นตำแหน่งและปลดข้าราชการถึงสามสิบคนในคราเดียวกัน เหตุเพราะทุจริตต่อหน้าที่ราชการ รับและ/หรือติดสินบน และละทิ้งหน้าที่ราชการ กับทั้งเปา เจิ่งยังเคยกล่าวโทษจางเหยาจั๋ว (พินอิน: Zhang Yaozhuo) พระปิตุลาของพระวรชายา ถึงหกครั้ง อย่างไรก็ดี เนื่องจากความซื่อสัตย์และเฉียบขาดในการปฏิบัติหน้าที่ จนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมเด็จพระจักรพรรดิเหรินจงจึงมิได้พระราชทานราชทัณฑ์แก่เปา เจิ่งในอันที่ได้ล่วงเกินบุคคลสำคัญดังกล่าวนี้
เพื่อนร่วมงานและผู้สนับสนุนคนสำคัญคนหนึ่งของเปา เจิ่ง ได้แก่ อ๋องแปด (จีน: 八王爺; พินอิน: Bāwángyé; คำอ่าน: ปาหวังอี๋) ซึ่งเป็นพระมาตุลาในสมเด็จพระจักรพรรดิเหรินจง
เปา เจิ่งนั้น ถึงแม้รับราชการเป็นเวลากว่าสี่สิบห้าปี และมีตำแหน่งหลากหลายเริ่มตั้งแต่เป็นนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการแผ่นดิน ผู้ว่าราชการกรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นต้น แต่ผู้คนมักรู้จักเปา เจิ่งในด้านตุลาการ แม้ว่าความจริงแล้วเปา เจิ่งไม่ได้มีอาชีพเป็นตุลาการโดยตรงก็ตาม ความเด็ดเดี่ยวและกล้าตัดสินใจ ทำให้ผู้คนพากันยกย่องและคอยร้องทุกข์ต่อเปา เจิ่งเสมอ
เปา เจิ่งไม่เคยรับของขวัญใด ๆ เลยแม้จะเป็นชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงคำครหาและความไม่เหมาะสมต่าง ๆ
เปา เจิ่งมีหลักในการปฏิบัติราชการว่า "จิตใจสะอาดบริสุทธิ์คือหลักแก้ไขปัญหามูลฐาน ความเที่ยงตรงเป็นหลักในการดำเนินชีวิต จงจดจำบทเรียนในประวัติศาสตร์ไว้ และอย่าให้คนรุ่นหลังเย้ยหยันได้"
ด้านความเป็นอยู่ส่วนตัวและอัธยาศัยนั้น ประวัติศาสตร์จีนบันทึกไว้ว่า เปา เจิ่งเป็นคนตรงไปตรงมา รังเกียจข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง และกดขี่ขูดรีดประชาชน แม้จะเกลียดคนเลวแต่ก็มิใช่เป็นคนดุร้าย เปา เจิ่งเป็นคนซื่อสัตย์และให้อภัยคนทำผิดโดยไม่เจตนา กับทั้งไม่เคยคบคนง่าย ๆ อย่างไร้หลักการ ไม่เสแสร้งทำหน้าชื่นและป้อนคำหวานเพื่อเอาใจคน มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเปิดเผย ไม่มีลับลมคมใน จึงไม่มีฝักไม่มีฝ่าย แม้ว่ายศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่ง แต่เสื้อผ้า เครื่องใช้ เครื่องแต่งกาย และอาหารการกินก็ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อครั้งยังเป็นสามัญชนเลย
การที่เปา เจิ่งได้รับยกย่องว่าเป็นประดุจเทพเจ้าแห่งความยุติธรรมทำให้ชาวจีนเชื่อว่า เปา เจิ่งนั้นกลางวันตัดสินคดีความในมนุษยโลก กลางคืนไปตัดสินคดีความในยมโลก

ชุดเครื่องประหารของเปา เจิ่ง รัฐบาลจีนได้จำลองขึ้นและจัดแสดงไว้ที่ศาลไคฟงในปัจจุบัน
ในงิ้วตลอดจนในละครและภาพยนตร์ ผู้แสดงมักแสดงเป็นเปา เจิ่งโดยมีใบหน้าสีดำ และมีพระจันทร์เสี้ยวอันเป็นเครื่องหมายที่มีมาแต่กำเนิดประดิษฐานอยู่บนหน้าผาก กับทั้งเปา เจิ่งยังใช้เครื่องประหารเป็นชุดซึ่งได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระจักรพรรดิอีกด้วย โดยชุดเครื่องประหารประกอบด้วย เครื่องประหารหัวสุนัขสำหรับประหารอาชญากรที่เป็นสามัญชน เครื่องประหารหัวพยัคฆ์สำหรับอาชญากรที่เป็นข้าราชการและผู้มีบรรดาศักดิ์ และเครื่องประหารหัวมังกรสำหรับพระราชวงศ์ นอกจากนี้ เปา เจิ่งยังได้รับพระราชทานหวายทองคำจากสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ก่อนโดยให้สามารถใช้เฆี่ยนตีสั่งสอนสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ปัจจุบันได้ และกระบี่อาญาสิทธิ์โดยให้มีอาญาสิทธิ์สามารถประหารผู้ใดก็ได้นับแต่สามัญชนจนถึงเจ้าโดยไม่ต้องได้รับพระราชานุญาตก่อนตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่หลังจากประหารแล้วให้จัดทำรายงานกราบบังคมทูลทราบพระกรุณาด้วย เป็นที่มาของสำนวนจีนว่า "ฆ่าก่อน รายงานทีหลัง" (จีน: 先斬後奏; พินอิน: xiānzhǎnhòuzòu, เซียนฉ่านโฮ้วโจ้ว)
ในวรรณกรรมจีนหลายเครื่อง ระบุถึงคดีสำคัญที่ได้รับการตัดสินโดยเปา เจิ่ง ดังต่อไปนี้

รูปเคารพของเปา เจิ่ง ที่จังหวัดชลบุรี
คดีฉาเม่ย (จีน: 鍘美; พินอิน: zháměi) : เปา เจิ่งได้ตัดสินประหารเฉินชื้อเม่ย (จีน: 陳世美; พินอิน: Chénshìměi) ผู้ทอดทิ้งภรรยาไปสมรสกับพระราชวงศ์จนได้รับพระราชทานยศเป็นพระราชบุตรเขย และต่อมาได้พยายามฆ่าภรรยาผู้นั้นเนื่องจากนำความไปร้องต่อศาลกรุงไคฟง ชื่อคดีนี้รู้จักกันทั่วไปจากละครโทรทัศน์ชุดเปาบุ้นจิ้นในชื่อ "คดีประหารราชบุตรเขย"
คดีหลีเมาฮ้วนไท้จี๋ (จีน: 貍貓換太子; พินอิน: límāohuàntàizǐ) : หรือคดีเกี่ยวกับการทำลายชื่อเสียงของพระวรชายาด้วยการลักลอบนำชะมดมาสับเปลี่ยนกับพระราชโอรสที่เพิ่งมีประสูติกาลและต่อไปจะได้ทรงเป็นมกุฎราชกุมาร คดีนี้มีขันทีชื่อกัวหวาย (จีน: 郭槐; พินอิน: Guōhuái) เป็นจำเลย ขันทีกัวหวายนั้นสนับสนุนงานของเปา เจิ่ง มาตลอดและเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของสมเด็จพระจักรพรรดิ ทำให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปได้โดยลำบาก เปา เจิ่งจึงปลอมตัวเป็นหยานหลัว (จีน: 阎罗; พินอิน: Yánluó; มัจจุราช) และจำลองยมโลกขึ้นเพื่อล่อลวงให้ขันทีรับสารภาพ ชื่อคดีนี้รู้จักกันทั่วไปจากละครโทรทัศน์ชุดเปา เจิ่ง ในชื่อ "คดีสับเปลี่ยนองค์ชาย"
เกียรติศัพท์และคดีของเปา เจิ่ง ได้รับการสร้างเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยมในปัจจุบันหลายครั้งหลายครา
อนึ่ง ได้มีการนำรูปเคารพที่เชื่อกันว่าสร้างขึ้นหลังจากเปา เจิ่ง ถึงแก่อนิจกรรมนั้นมาประดิษฐานในประเทศไทย โดยตั้งอยู่ที่อเนกกุศลศาลา ใกล้กับวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

ปุ่นเถ่ากง , ปุ่นเถ่าก้ง , ตั่วแปะกง , ตี่จูเอ่ย




ปุ่นเถ่ากง เป็นชื่อที่เรียกตามภาษาจีนแต้จิ๋ว ส่วนจีนกลางเรียกว่า เปิ่นโถวกง เป็นเทพเจ้าที่พบใน เมืองไทย ฟิลิปปินส์ และที่ ปีนัง เท่านั้น
เปิ่นโถวกง และ ต้าเป๋อกง เป็นเทพองค์เดียวกัน เป็นเทพที่นักเดินเรือ ในสมัยราชวงศ์ซ่ง (ซ้อง) กราบไหว้กัน โดยมีชื่อเดิมว่า “โตวกง” แต่ที่ปีนังชาวพื้นเมืองเรียกเทพองค์นี้ว่า “เปิ่นโถวกง” ฟิลิปปินส์เรียกเทพองค์นี้ว่า เปิ่นโถวกัง ชื่อดังกล่าวเป็นเพียงตำแหน่ง เทพผู้ดำรงตำแหน่งนี้ จะแตกต่างกันไปตามบุคคล เวลา และสถานที่ ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ จะเป็นใครไม่อาจจะทราบได้ หรืออาจจะเป็นเพียงสัญลักษณ์ ของบรรพบุรุษ ของชาวจีน โพ้นทะเลเท่านั้น ก็ได้ คำว่า เปิ่นโถว ซึ่งหมายถึง เปิ่นตี้ หรือที่ดั้งเดิม หรือ โถวมู่ ซึ่งแปลว่าหัวหน้าในสถานที่นั้น ๆ บางคนเรียกย่อ ๆ ว่า ตี้โถว ในสมัยก่อนเมื่อผู้เป็นใหญ่ในเขตนั้น ๆ หรือผู้นำในเขตอื่นๆ ได้ทำคุณประโยชน์ ให้แก่เขตปกครองมากมาย เมื่อตายไปแล้ว ก็ถูกยกย่องให้เป็นเทพ จึงเรียกว่าเปิ่นโถวกง ซึ่งหมายความว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งเขตนั้นๆ
หน้าที่รับผิดชอบ
คนที่มีที่ทางเยอะๆ จะมากราบไหว้เพื่อให้ท่านปกปักรักษาที่ดิน ดูแลที่ดิน หรืออาณาบริเวณ คอยปกป้อง คุ้มครองคนในบ้าน ให้ร่มเย็นเป็นสุขและปลอดภัย ในตลาดสดทั้งหลาย ส่วนมากจะตั้งเทพเปิ่นโถวกงไว ้เป็นเทพประธาน หากไม่ตั้งเปิ่นโถวกงไว้เป็นเทพประธานในศาล ก็ต้องตั้งเป็นเทพชั้นรอง เพื่อจะได้ช่วยปกป้อง ความร่มเย็น และการค้าเจริญรุ่งเรือง

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
คนจีนฮกเกี้ยนมักจะอัญเชิญท่านไว้ที่หิ้งเพื่อกราบไหว้ ส่วนคนจีนแต้จิ๋วจะนิยมอัญเชิญท่านไว้ที่หิ้งบนพื้น เพราะถือว่า ท่านเป็นเทพเจ้าที่ ในการบูชาเจ้าที่ของแต่ละบ้าน อาจมีรายละเอียดต่างกันนิดหน่อยแล้วแต่คนนิยม เช่น บางบ้านนิยมบูชาดอกไม้สด มาลัย บางบ้านต้องมีต้นกวนอิม ปักแจกันไว้ประจำ ที่กระถางธูปนิยมมีกิมฮวย (จินฮวา ) ประดับ แต่ในกระถางธูปบางบ้านนิยมใส่ทรายหรือข้าวสารที่กระถางธูป บางบ้านใส่เป็นโหงวเจ้งจี้ (อู่จ่งจือ ) หรือ เมล็ดทั้งห้า คือข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวเหนียวแดง เมล็ดถั่วเขียว เมล็ดถั่วแดง
นอกจากนี้ ก็อาจมีของบูชาที่มีความหมายเป็นมงคล เช่น ฟักทอง ฟักเงิน สับปะรด เงิน ทอง ฯลฯ แล้วก็มีของสดบูชา เช่น น้ำชา 5 ที่ เหล้าขาว 5 ที่ มะพร้าวอ่อน ส้ม บางบ้านไหว้ธูป 5 ดอก ลึกๆ แล้วการบูชาเจ้าที่คือการไหว้ธาตุทั้งห้า คือ ธาตุทอง ดิน ไม้ น้ำ ไฟ
ปางหรือลักษณะรูปเคารพ
รูปเคารพของเทพ ปุนเถ่ากง หรือ ปุนเถ่าม่า เทพองค์นี้มีลักษณะของรูปเคารพ ที่ไม่เหมือนกัน ในทุกศาลเจ้า เช่นมีทั้งที่แต่งกาย แบบขุนนางฝ่ายบุ๋น บ้างก็แต่งกายแบบขุนนางฝ่ายบู๊ มีหนวด มือขวาถือหลู่ยี่ มือซ้ายถือก้อนทอง เป็นต้น

ประวัติกิมท้ง


ประวัติกิมท้ง
พระโพธิสัตว์ในรูปนั้นทรงอยู่ในปางประทานบุตร >ทรงอุ้มพระกุมาร(กิมท้ง)ไว้ในพระอุระ >พระกุมารดังกล่าวก็ถือลงในหมวดกิมท้งเช่นกัน( กิมท้ง >นั้นเป็นชื่อตำแหน่งของพระกุมารชาย กิมท้งแต่ละพระองค์จะทรงพระนามว่าอะไรนั้น >ผู้เขียนมีข้อมูลไม่เพียงพอ >ในจริยะเทวาอริยะฐานะของสายธรรมโซยที(สายธรรมของโกวเนี้ย) ได้กล่าวว่า >ทิพยวิมานได้แบ่งเทพเทวาเป็น 24 หมวด อาทิ เทวาหมวดอักษร(เจี้ยวฮว่า) >เทวาหมวดจริยะระเบียบ(หลี่กุย)เทวาทิพยบัลลังค์ เป็นต้นใน 24 หมวดนี้ >เทพเซียนต่างต้องรับผิดชอบในภาระหน้าที่ของตน >แต่หน้าที่บนพระวิมานนั้นหาได้มีเพราะเง็กเซียนเป็นผู้ประทานให้ >แต่เป็นเพราะการตั้งปณิธานของผู้บำเพ็ญปฏิบัติเองตั้งแต่ยังอยู่ในโลกมนุษย์ >เช่น ในตอนมีชีวิตอยู่ได้ตั้งปฌิธานเผยแพร่ธรรมะ แสดงวิถีทางแก่มหาชน >ครั้นเมื่อดับสังขารนี้ไป ก็ไปเสวยฐานะเป็นพระเทวาหมวดจริยะระเบียบ >คอยเป็นธรรมโฆษกเทพ ประกาศพระสัทธรรมบนทิพยวิมาน)> พระกุมารเทพอั๊งไห้ยี๊ (ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า หงไหเอ๋อ) >หมายถึงพระกุมารแดง ทรงอาภรณ์สีแดง มีศาตราวุธประจำพระองค์คือ ทวนยาว >สามารถพ่นไฟที่มีอำนาจร้ายแรง มีของวิเศษได้แก่ >รองเท้าที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ อั๊งไห้ยี๊ >จัดเป็นพระกุมารที่คนรู้จักกันมากที่สุดพระองค์หนึ่งในกลุ่มพระกุมาร 6 >พระองค์ได้แก่ 1จินจา 2 มู่จา 3 นาจา 4 ซ่านไฉ 5 หลงหนี่ 6 หงไหเอ๋อ >พระกุมารเทพ 3 พระองค์แรกเสวยพระภาระตั้งแต่สมัยพระอริยะบุพมาตานึ่งออ >(นึ่งออเนี่ยเนี๊ย) สร้างโลก >พระกุมารซ่านไฉและหลงหนี่บังเกิดขึ้นในสมัยปลายราชวงศ์โจว >เป็นพระอุปัฏฐากพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ >ส่วนพระกุมารหงไหเอ๋อบังเกิดขึ้นจากตำนานการอัญเชิญพระตรัยปิฎกของพระถังซำจั๋ง> >ครั้งเมื่อราชวงศ์ถังได้รวบรวมแผ่นดินจงหยวน(ภาคกลางของจีน)ได้อย่างราบคาบ >พระจักรพรรดิ์ถังไท่จง(หลี่ซื่อหมิง)ทรงทำนุบำรุงประเทศชาติเป็นอย่างดี >กาลนั้นพระสมณเหี้ยนจั๊งผู้คงแก่เรียน >ได้ทำการศึกษาพระพุทธคัมภีย์จนแตกฉานในพระไตรปิฎก >แต่เนื่องจากเหตุการณ์สงครามเมื่อครั้งต้นพระราชวงศ์ >ทำให้วัดวาอารามพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถูกเผาทำลายไปเป็นจำนวนมาก >พระสมณะเจ้าจึงมีดำริจะไปอัญเชิญพระพุทธคัมภีร์ยังอินเดียเพื่อหวังกลับมาเผยแพร่พระสัทธรรมของพระศาสดาเจ้าให้เวไนยสัตว์ได้รู้ตื่นพ้นจากห้วงทุกข์> >พระสมณะเจ้าเป็นพระภิกษุที่มาจากเมืองถังครั้นเมื่อเดินทางกลับมาได้แปลพระคัมภีร์จากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีนมากมายจนได้พระสมณศักดิ์เป็นพระธรรมาจารย์ตรีปิฎก(ซำ >จั๊ง ฮวบ ซือ)ดังนั้นจึงขนานนามท่านว่า พระถังซำจั๋ง> นิทานเรื่องไซอิ๋วนั้นแต่งขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง >ซึ่งมีระยะเวลาห่างไกลจากราชวงศ์ถังหลายร้อยปี ในไซอิ๋วกล่าวว่า> ครั้นพระสมณะเหี้ยนจั้ง(พระถัง)เดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก >ไปพบภูเขาไฟใหญ่กีดขวางทางอยู่ด้านหน้า >ซึงหงอคงจึงรับอาศาไปขอยืมพัดเหล็กจากองค์หญิงพัดเหล็ก >เหตุนี้เองจึงทำให้เกิดตำนานอั๊งไห้ยี้> อั๊งไห้ยี๊ เป็นบุตรของอ๋องกระทิงและองค์หญิงพัดเหล็ก >เมื่อครั้งที่มารดาตั้งท้องได้ไปขอพระบุตรจากพระโพธิสัตว์กวนอิม >พระกวนอิมโพธิสัตว์เห็นว่าเธอตั้งใจรักษาศีลกินเจ >จึงได้ประทานพระกุมารน้อยให้บังเกิดในครรภ์ขององค์หญิงพัดเหล็กนั่นเอง >ครั้นเมื่อเติบโตขึ้น >มีอิทธิปาฏิหาริ์ย์ใช้รองเท้าขิงบิดาเดินน้ำเหาะทยานในอากาศ >สามารถพ่นไฟที่ทรงพลานุภาพ มีอาวุธคือทวนยาว >แต่อาภัพเพราะบิดาไปมีภรรยาน้อยหลายคนจึงกลายเป็นเด็กมีปัญหา >ต่อมาได้คบเพื่อนเลวและถูกยุยงให้ไปฆ่าพระถังมาเพื่อบริโภค >พระโพธิสัตว์กวนอิมได้มอบฐานบัววิเศษให้หงอคงนำไปจับตัวอั๊งไห้ยี้ >ผลสุดท้ายอั๊งไห้ยี๊ถูกจับตัวและพระถังได้เทศนาจนกลับใจ >ส่วนเพื่อนเลวก็ถูกอานุภาพแห่งพระสูตรที่ชื่อว่า ปรัชญาปารมิตาสูตร >ครั้นเมื่อพระถังพร้อมลูกศิษย์ร่วมกันภาวนาพระสูตรดังกล่าวเพื่อนมารก็ถึงที่ตาย >อั๊งไห้ยี้ตั้งใจสำนึกตัวด้วยความผิดที่ฆ่าประชาชนตายไปในศึกที่สู้กับหงอคง >จึงตั้งปณิธานไปบำเพ็ญตัวที่ภูเขาโพ่วท้อซันซึ่งเป็นพระพุทธบรรพตที่พระโพธิสัตว์กวนอิมพำนักอยู่ >อั๊งไห้ยี๊เดินทางจากบ้านด้วยวิธี ซาน ขู่ อิ๊ ป่าย(เดิน 3 ก้าวกราบ 1 กราบ ) >ระหว่างเดินไปกราบไปก็ภาวนา นำมอกวนซืออิมผู่สักด้วย จนไปถึงภูเขา >ตำนานไท้จื้อกราบกวนอิมก้อกำเนิดมาจากตำนานนี้นี่เอง>



พิธีการในเทศกาลถือศีลกินผัก

พิธีการในเทศกาลถือศีลกินผัก

พิธียกเสาโก้เต้ง

ก่อน 5 โมงเย็น ผู้มีหน้าที่จะให้เด็กตีฆ้องจีนเรียกว่า (โหล) ไปตามถนนร้องบอกประชาชนให้ไปช่วยขึ้นเสาเทวดา และกิ่วอ๋องต่ายเต่ เรียกว่า (คี้โก้เต้ง) เมื่อประชาชนได้ทราบข่าวก็จะมายังศาลเจ้าฯ เป็นจำนวนมาก ครั้นได้เวลาเจ้าหน้าที่เลอไท (ฮวดกั้ว) ทำพิธีเชิญประชาชนก็ช่วยกันดึงเชือกส่วนใหญ่ผู้ใช้ไม้ค้ำยันเสาก็ช่วยกันยันเสาขึ้นจนเป็นที่เรียบร้อยจึงนำตะเกียงทั้งเก้าดวงเตรียมไว้สำหรับจะดึงขึ้นสู่ยอดเสาก่อนพิธีเชิญพระกิ้วอ๋องต่ายเต่เข้าศาลเจ้า ประชาชนที่มีรูปเทพเจ้าบูชาตามบ้านเรือนหรือตามห้างร้านค้าจะจุดธูป 3 เล่ม บอกกล่าวอัญเชิญเทพเจ้าเหล่านั้นไปร่วมพิธีกินผัก (เจี่ยะฉ่าย) ที่ศาลเจ้าซึ่งเป็นมณฑลพิธีเป็นจำนวนมาก


พิธีโก้ยเช่งเหี้ยว (เครื่องหอม) ศาลเจ้า

ช่วงระยะเวลาตอนค่ำ ทางเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการผู้รับผิดชอบหรือเกี่ยวข้องในงานพิธีกินผัก ได้จัดเตรียมสิ่งของทุกชนิดที่ใช้ในพิธีการและใช้สักการะบูชาทุกหน้าพระ เรียกว่า ตั๋ว ทุกๆแห่ง ครั้นได้เวลา 23.00 น เจ้าหน้าที่เลอไท (ฮวดกั้ว) จะทำพิธีไหว้เทพเจ้าตามหน้าที่พระที่มีบรรดาพระหรือเทพที่ประทับอยู่ในศาลเจ้าให้รับทราบขั้นตอนถึงเวลาจะทำพิธีหม้อไฟไม้หอม โก้ยเซ่งเหี้ยว เรียกว่า เส้เจ่ง หรือ หม้อไฟเครื่องหอมจะรมภายห้องภายในโรงครัวศาลเจ้า ที่พักผู้ประทับทรง และตามบริเวณศาลเจ้าแล้วจึงไปวางไว้ที่โต๊ะพิธีเชิญเทวดามาเป็นประธานในพิธี และทำพิธีเชิญพระราชาธิราชทั้งเก้าพระองค์ (กิ้วอ๋องต่ายเต่) ซึ่งได่จัดเตรียมไว้ที่หน้าศาลเจ้า

พิธีเชิญยกอ๋องส่งเต่ (พระอิศวร)
ครั้นถึงเวลา 00.15 น. เที่ยงคืนของวันขึ้น 1 ค่ำ (ตามปฏิทินจีน) คณะกรรมการและเจ้าหน้าที่เลอไท (ฮวดกั้ว) ทำพิธีไหว้เทพเจ้าตามพระที่ประทับอยู่ในศาลเจ้าให้รับทราบถึงขั้นตอน เมื่อถึงเวลาอัญเชิญเทวดายกอ๋องส่งเต่ (พระอิศวร) มาเป็นประธานใหญ่ในพิธีกรรมกินผัก มีประชาชนที่มาพร้อมในพิธีได้ร่วมอัญเชิญเทวดาที่หน้าศาลเจ้าเป็นจำนวนมาก เมื่อทำพิธีเชิญเทวดา โดยการเสี่ยงทาย (ปั๊วะโป้ย) เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วต่อจากนั้นจึงอัญเชิญ หม้อไฟไม้หอม กระถางธูปและชื่อเทวดาไปประดิษฐ์บนแท่นบูชา ซึ่งทางศาลเจ้าได้จัดเตรียมไว้เช่นทุกๆ ปีที่เคยปฏิบัติ


พิธีเชิญกิ้วอ๋องต่ายเต่ (พระราชาธิราชทั้งเก้าพระองค์)

หลังจากอัญเชิญเทวดามาเป็นประธานในพิธีเสร็จแล้ว ผู้มีหน้าที่มาช่วยในศาลเจ้าจะต้องเตรียมจุดตะเกียงทั้งเก้าดวงขึ้นไว้เพียงครึ่งเสา อีกไม่นานเจ้าหน้าที่ฮวดกั้ว (เลอไท) จะทำพิธีไหว้ตามหน้าพระอีกตามขั้นตอนจนถึงเวลาเชิญกิ้วอ๋องต่ายเต่ คือ พระราชาธิราชทั้งเก้าพระองค์ โดยการเสี่ยงทาย (ปั๊วะโป้ย) เมื่อทำพิธีเชิญเสร็จเป็นที่เรียบร้อย จึงอัญเชิญหม้อไฟไม้หอม กระถางธูปของกิ้วอ๋องต่ายเต่ (พระราชาธิราชเก้าพระองค์) พร้อมกับชิ้วหลอ คือ กระถางธูปมือถือ เข้าไปยังห้องประดิษฐานชั้นใน เรียกว่า (ไล่ตัว) เปรียบเสมือนพระราชวังที่ประทับชั้นในเป็นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในศาลเจ้าทำพิธีสวดมนต์ (ส่งเก้ง) ดึงตะเกียงทั้งเก้าดวงขึ้นสู่ยอดเสา เป็นอันว่าพิธีการกินผักได้เริ่มขึ้น

เก้าโง๊ยโช่ยอื๊ด วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 จีน

ทางฝ่ายโรงครัวของศาลเจ้า ได้จัดหุงอาหารเตรียมไว้ให้กับประชาชนที่จะนำปิ่นโตมารับอาหารจากโรงครัวไปรับประทานที่บ้าน ในสมัยก่อนผู้ที่หิ้วปิ่นโตนำอาหารมาจากโรงครัวของศาลเจ้าก่อนจะรับประทานอาหารจะต้องจุดธูปไหว้พระในบ้านและจุดไม้หอมพร้อมกันแล้วเอาปิ่นโตหรือหม้อข้าวรมควันไม้หอมเสียก่อน เรียกว่า (โก้ยเช่งเหี้ยว) ทุกครั้งจึงนำอาหารมารับประทานได้

เก้าโง๊ยโช่ยส้า วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 9 ของจีน

เมื่อทางศาลเจ้าได้ประกอบพิธีเจี่ยะฉ่าย (กินผัก) มาครบ 3 วัน ฮวดกั้ว (เลอไท) เวลา 15.00 น. ทำพิธีไหว้พระแล้วเชิญเทพผู้ใหญ่เข้าประทับทรงรวมถึงเทพอื่นๆ ที่มาร่วมในพิธีออกทำการลงหลักปักเขต รอบอาหารศาลเจ้า ตามทิศต่างๆ ด้วย เต๊กฮู้(ยันต์ไม้ไผ่) ผ่าซีกเขียนชื่อเทพผู้ใหญ่ ไปปักตามจุดที่สำคัญบริเวณศาลเจ้า คือ (ป้างกุ๋น) เป็นการปล่อยทหารออกรักษาการณ์ตามทิศต่างๆ ดังนี้

1.ตั้ง
ทิศตะวันออก ธงสีเขียว กิ้วอี่กุ้น (หลุยจินจู้) เป็นแม่ทัพมีทหาร 99,000 นาย
2.หลำ
ทิศใต้ ธงสีแดง ปัดบ่านกุ้น (เอี่ยวเจี้ยน) เป็นแม่ทัพมีทหาร 88,000 นาย
3.ไช้
ทิศตะวันตก ธงสีขาว ล๊กย่ง (กุ้นอุ่ยฮ้อ) เป็นแม่ทัพมีทหาร 66,000 นาย
4.ปั๊ก
ทิศเหนือ ธงสีดำ ง้อเต๊กกุ้น (โทเฮ่งสุน) เป็นแม่ทัพมีทหาร 55,000 นาย
5.จงเอี๋ย
กองกลางธงสีเหลือง ซ่ำซิ่นกุ้น (โลเฉี้ย) เป็นแม่ทัพมีทหาร 33,000 นาย มีหน้าที่รักษาภายในบริเวณศาลเจ้า
นอกจากนี้ยังได้ไปปักหลักเขตตามทิศต่างๆ ของศาลเจ้าและบริเวณที่สำคัญได้แก่ ที่เสาโก่เต้ง จังผ้อแป๋(โรงครัว) กิ้มเต๋ง (เตาเผากระดาษทอง) เมื่อเสร็จพิธีลงหลักปักเขตเสร็จแล้วบรรดาเทพที่ประทับทรงมายังโต๊ะพิธีป้างโข้กุ้น (ปล่อยทหาร) เป็นอันเสร็จพิธีและจะทำพิธีโข้กุ้น (เลี้ยงทหาร) ไปจนตลอดงานเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 15.00-16.00 น. ทุกวัน


พิธีเชิญล่ำเต้าปักเต้า (ผู้ถือบัญชีคนเกิดและคนตาย)
ในวันเดียวกันตอนค่ำเวลา 19.30 น. เจ้าหน้าที่ฮวดกั้ว (เลอไท) ทำพิธีเชิญเทพเข้าประทับทรงจัดขบวนแห่ไปอัญเชิญ ล่ำเต้า - ปั๊กเต้า (ผู้ถือบัญชีคนเกิดคนตาย) ซึ่งเคยปฏิบัติมาประดิษฐาน ณ ห้องประทับพระราชวังชั้นกลาง เพื่อมาร่วมรับทราบและร่วมพิธีกรรมในครั้งนี้ด้วย พอตกดึก เถ้าเก้ล่อจู้ คำว่า ล่อจู้ คือ หัวหน้า รองล่อจู้ คือ ผู้ช่วย เก่าแก้ คือรองจากผู้ช่วย เจ้าหน้าที่พวกนี้จะมีหน้าที่ดูแล ปัดกวาด ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในศาลเจ้าและอำนวยความสะดวก แนะนำแก่ผู้ที่มาบูชาพระ พวกเขาเหล่านี้ เขาถือว่าเป็นผู้โชคดีที่สุดที่ได้มารับใช้พวกเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะต้องเข้าเวรยามรักษาการณ์ในศาลเจ้า เขาจะนำรายชื่อผู้ที่มาก่าวเอี้ยนลุ้ย (คือ ผู้ที่มาร่วมทำบุญ) มาทำการปั๊วะโป้ย (เสี่ยงทาย) ต่อหน้ายกอ๋องส่งเต่ (พระอิศวร) คัดเลือกฉ้ายอิ้ว คือ (สมาชิก) เรื่อยไปจนถึงวันสุดท้ายเพื่อเตรียมเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้คัดเลือกรายชื่อเตรียมไว้ช่วยงานศาลเจ้าในปีต่อไปก็คือ เถ้าแก่ล้อจู้


พิธีโก้ยชิดแฉ้ (บูชาเทวดาดาวพระเคราะห์)

เวลา 14.00 น. ทางศาลเจ้าจะปลูกปะรำพิธีหน้าศาลเจ้ามีเทพเจ้าผู้ใหญ่จะทำพิธี เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. คณะกรรมการบริหารและผู้เกี่ยวข้องจะต้องร่วมพิธีเพื่อบูชาบวงสรวงเทพยดาต่างๆ และดาวพระเคราะห์ เรียกว่า (โก้ยชิดแฉ้ หรือ ป้ายชิดแฉ้) มีการส่งเก้ง (สวดมนต์) อ่านรายชื่อผู้เข้าร่วมกินผักทั้งชายและหญิงและจำนวนข้าวสารที่ใช้ไปในงานและอวยพรให้ประเพณีกินผักอยู่ยืนยาว และให้ฉ้ายอิ้ว (สมาชิก) อยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วกันทุกคน จากนั้นผ้าป้อฮู้ เรียก (ผ้ายันต์) ส่วน ฮู้จั้ว คือ กระดาษ (ยันต์) บรรดาพระผู้ใหญ่ที่ประทับทรงอยู่บนปะรำพิธีจะโปรยผ้ายันต์หรือกระดาษยันต์ลงมาให้กับประชาชนที่รอคอยกันอยู่เบื้องล่างเป็นจำนวนมากและผู้คนได้แย่งกัน นับเป็นประเพณีที่แปลกไปอีกอย่างหนึ่ง ในคืนนี้ ได้จัดเตรียมขบวนแห่สิ่งของต่างๆ เพื่อไปเชี้ยโห้ยที่สะพานหิน ซึ่งเป็นวันคล้ายกับเป็นการระลึกถึงครั้งแรกที่ทางศาลเจ้าต่างๆ ได้ไปเชิญพระกิ้วอ๋องต่ายเต่ (ราชาธิราชทั้งเก้าพระองค์) พร้อมคัมภีร์พิธีกรรมกินผักต่างๆ ที่มาจากประเทศจีน

พิธีเชี้ยเหี้ยวโห้ย คือ (เชิญธูปจุดไฟจากประเทศจีน)

รุ่งเช้ามือของวันแห่การจัดเตรียมสิ่งของต่างๆ ที่ได้เตรียมไว้เชิญพระผู้ใหญ่เข้าประทับทรงได้เวลาอันสมควรจึงเคลื่อนขบวนแห่ไปยังสะพานหิน การจัดขบวนแห่ที่ใหญ่โตตามลำดับประกอบด้วยดังนี้

1.ค่ายโหล (ฆ้องเบิกทาง)
2.ตั๋วกี๋ (ธงใหญ่)
3.เถ๋ากี๋ (ธงนำหน้า)
4.ป้ายชื่อพระราชาธิราชทั้งเก้าพระองค์เสด็จ (กิ้วอ๋องต่ายเต่) เสด็จผ่านและป้ายให้เงียบและสงบ
5.โฉ้ย (ปี่ยาว)
6.เฉ่งตัวโหล (ฆ้องใหญ่)
7.ไท่เผีย หรือ เก่ว (เกี้ยวเล็ก)
8.เทพเจ้าต่างๆ ประทับทรง
9.โฉ้ย (ปี่สวรรค์)
10. เหี้ยวเต่า (เครื่องหม้อไฟหอม)
11.เหนี่ยวซั่ว (ร่ม กระถางธูปมือถือ)
12. ตั่วเลี้ยน (เกี้ยวใหญ่) ที่ประทับสำหรับกิ้วอ่องต่ายเต่ ประทับเมื่อขบวนแห่ไปถึงสะพานหิน เจ้าหน้าที่ฮวดกั้ว (เลอไท) และคณะกรรมการบริหารได้ร่วมทำพิธีเชิญเหี้ยวโห้ย ของ (พระราชาธิราชทั้งเก้าพระองค์) โดยการเสี่ยงทาย (ปั๊วะโป้ย) เมื่อทำพิธีเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงอันเชิญนำขบวนแห่กลับศาลเจ้าตามเดิม


พิธีโก้ยโห้ย
เป็นพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์อีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อมีการประกอบพิธีกินผัก จะต้องมีการลุยไฟทุกครั้ง เพื่อให้สิ่งเลวรายไปกับเปลวไฟ
พิธีโก้ยห่าน

ผ่านการสะเดาะเคราะห์ประทับตรามีรูปต่างตัว (โต้ยซี้น) ต่างตัวกับต้นกู้ฉ่าย 1 ต้น กับเศษสตางค์ สำหรับผู้ชายจะเดินข้ามหม้อไฟไม้หอม เดินข้ามสะพานเทพเจ้าประทับตราให้ เมื่อผ่านไปแล้วจึงนำรูปต่างตัวกับต้นกู้ฉ่ายกับเศษสตางค์ลงในแข่งที่รองรับไว้ส่วนสำหรับผู้หญิง จะไม่มีหม้อไฟไม้หอม นอกนั้นปฏิบัติเหมือนกันทุกอย่าง การโก้ยหาน เป็นการสะเดาะห์อีกแบบหนึ่ง คือ สำหรับผู้ที่ไม่กล้าลุยไฟที่เป็นผู้ชาย ผู้หญิงหรือเด็กจะเข้ามาทำการโก้ยห่านได้เพื่อจะได้ให้สิ่งเลวร้ายต่างๆจะได้ไปพร้อมกับรูปต่างตัว ส่วนต้นกู้ฉ่ายนั้นมีความหมายว่าจะได้อายุยืนยาวต่อไปเหมือนกับต้นกู้ฉ่าย (ความหมาย คืน ต้นกู้ฉ่ายนี้เมื่อตัดต้นมากินแล้ว ส่วนหัวของต้นจะแตกยอดเป็นต้นขึ้นมาอีกจะไม่มีวันหมด ซึ่งเข้าใจกันว่าจะแตกกอและยืนยาวไม่มีสิ้นสุด)

พิธีส่งยกอ๋องส่งเต่ (ส่งพระอิศวร) ขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 จีน

ก่อนเที่ยงคืนหรือเที่ยงคืน ทางศาลเจ้าจะจัดโต๊ะทำพิธีส่งพระขึ้นสวรรค์ คือ ส่งเก้งส่างยกอ๋องส่งเต่ คือ เชิญพระอิศวรกลับขึ้นสรวงสวรรค์ ที่มาเป็นประธานใหญ่ในพิธีทั้ง 9 วัน 9 คืน เมื่อครบกำหนดจึงทำพิธีส่งที่หน้าศาลเจ้าจะมีผู้คนส่งเทวดาขึ้นสวรรค์เป็นจำนวนมาก พร้อมกับแจ้งรายงานจำนวนผู้ที่มาร่วมพิธีกินผักทั้งชายหญิงจำนวนเท่าไรใช้ข้าวสารไปจำนวนกี่กระสอบในปีนี้ให้พระอิศวรรับทราบและขอให้ศาลเจ้าอยู่เป็นหมื่นปีพร้อมกับประชาชนทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน (ฮั่บเก้งเป่งอ้าน)

พิธีส่างกิ้วอ๋องต่ายเต่ (พระราชาธิราชทั้ง 9 พระองค์)

ก่อนเที่ยงคืนหรือหลังเที่ยงคืน จะทำพิธีส่งเก้ง คือ สวดมนต์ รายงานเป็นครั้งสุดท้ายภายในห้องราชสำนักเพื่ออ่านรายชื่อคณะกรรมการ และผู้ที่มาช่วยเหลือพร้อมกับประชาชนทุกๆคน (ฉ้ายอิ้ว) ทั้งชายและหญิงที่มาร่วมในพิธีผักในปีนี้ทั้งหมดจำนวนเท่าไรและรวมถึงข้าวสารให้กิ้วอ๋องต่ายเต่ ได้รับทราบและขอให้ศาลเจ้า จงอยู่เป็นหมื่นปี (ฮับเก้งเป่งอ้าน) ขอให้ประชาชนทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน หลังจากทำพิธีส่งเก้งเสร็จแล้ว คณะกรรมการผู้มีหน้าที่เชิญกระถางธูปต่างๆพร้อมทั้งของเล่งก้วนต่ายเต่ (ราชเลขา) ล่ำเต้า-ปั้กเต้า (ผู้ถือบัญชีคนตายและคนเกิด) ออกจากศาลเจ้าไปยัง ณ สถานที่ส่งตามที่ทางศาลเจ้าได้กำหนดไว้

พิธีลงเสาเทวดาและกิ้วอ๋องต่ายเต่ (เซียโก่เต้ง ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 9 จีน)

วันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 9 จีน ทุกศาลเจ้าเมื่อเสร็จจากพิธีกินผักจะต้องเขียนกระดาษแดง (เลี่ยนตุ่ย) ติดตามประตูต่างๆ ทุกแห่ง จัดเก็บเข้าของที่ได้นำมาใช้ในงาน ส่วนทางฝ่ายโรงครัวจัดทำอาหารคาวมีประเภทเนื้อสัวต์ต่างๆ เตรียมไว้ครั้นถึงเวลา 5 โมงเย็นประชาชนจะมาช่วยกันลงเสาเทวดากับกิ้วอ๋องต่ายเต่ เรียกว่า เซียโก่เต้ง หน้าศาลเจ้าลงแล้วหามเก็บเข้าที่ตามเดิม หลังจากนั้นก็เริ่มพิธีเลี้ยงอาหารเรียกว่า โข้กุ้น ตามทิศต่างๆที่ได้มารักษาการณ์ให้บริเวณงานทั้งภายในและภายนอกศาลเจ้าเชิญกลับเข้ากรมกองเรียกว่า ซิ่วกุ้น แต่ถ้าหากพิธีซิ่วกุ้น แต่ถ้าหากพิธีซิ่วกุ้นเชิญทหารกลับไม่หมดประชาชนเคราะห์หามยามร้ายจะเกิดมีการต่างๆ (ช้อง) เกิดขึ้นได้ เมื่อเสร็จประชาชนที่ได้เชิญรูปพระหรือเทพต่างๆ ที่นำไปร่วมในพิธีกินผักจะต้องเชิญกลับบ้านหลังจากโข้กุ้น ขุ่ยโฉ้ (กินอาหารคาว) เป็นอันว่าได้สิ้นสุดพิธีกินผักโดยสมบรูณ์ของปีนี้