วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เซียนองค์ที่ 1

เซียนองค์ที่ 1

ทิก๋วยลี้ อดีเต กาเล กิร ดังได้ยินมาแต่ครั้งอดีตกาลนานไกล ณ ผืนแผ่นดินจีน มีชายหนุ่มคนหนึ่งรูปงาม มีความรู้สติปัญญาฉลาดว่องไว มีชื่อว่าลิเหียน เป็นคนเจ้าสำราญอิสระ มิคิดอ่านที่จะประกอบอาชีพมีครอบครัวแต่อย่างใด นิสัยของเพื่อนนั้นรักความสงบวิเวก มีน้ำใจฝักใฝ่ในการถือศีลกินเจประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญเพียรสมาธิภาวนาเป็นนิจ ครั้งเนียรกาลนานมามีความเบื่อหน่ายต่อสภาพความเป็นอยู่ของชีวิตมนุษย์ เกิดปัญญาพิจารณาหยั่งลงไปเห็นถ่องแท้ว่า สัตว์มนุษย์เรานี้เมื่อเกิดมาเป็นกายแล้ว ก็ต้องประสบกับความตายสิ้น ไม่มีผู้ใดใครผู้หนึ่งจะอยู่ยั่งยืนค้ำฟ้าไปได้ ประการหนึ่งตัณหาความทะยานอยากนั้นเล่า ก็เปรียบประดุจอาวุธอันคมกล้า ที่คอยบั่นรอนความสงบสันติสุข อีกทั้งอำนาจยศ ทรัพย์สมบัติทั้งปวง ตลอดจนความสรรเสริญเยินยอนั้นเล่า เมื่อพิจารณาดูให้ลึกซึ้งแล้วก็เปรียบประดุจยาพิษอันร้ายกาจ ที่ห่อหุ้มเคลือบไว้ด้วยรสอันหอมหวาน สัตว์ทั้งหลายที่เข้าไปติดลุ่มหลงก็พากันถึงแก่ความพินาศสิ้น แม้ว่าจะมีวาสนาบารมี เป็นถึงจอมจักพรรดิ์ทรงเดชอำนาจครองทวีป ทั้ง 4 มันก็ดูประดุจภาพลวงตา เฉกเสมือนกลุ่มก้อนเมฆที่ลอยอยู่นอกดวงจันทร์ฉะนั้น เมื่อเพ่งจิตพิจารณาทบทวนดูสภาพการณ์แห่งชีวิตดั่งนี้แล้ว อนิจจาแท้จริงมันก็เป็นมายาแห่งเปลวพยับแดดอันร้อนแรงกลางทะเลทราย เหตุใดมนุษย์ทั้งหลายจึงมองไม่เห็นเล่า ปล่อยจิตใจสภาพความเป็นอยู่ของตนให้ไหลตกไปตามกระแสอารมณ์ ยอมตนให้อำนาจฝ่ายต่ำแห่งโลกียธรรม ผูกมัดชักพาไปดุจนักโทษฉกรรจ์ ฉะนั้น ไม่น่าเลย เมื่อลิเหียนได้สติพิจารณาเห็นสัจธรรมเช่นนั้น ก็พลันตัดสินใจ สละเครื่องผูกพันทั้งมวลอำลาญาติสนิทมิตรสหาย ออกสู่วิเวกจาริกท่องเที่ยวไปตามป่าเขา แสวงหาท้องเถื่อนถ้ำเป็นที่พำนักอาศัย เป็นทำเลใกล้กับศาลาโรงเจแห่งหนึ่ง ประกอบปฏิบัติบำเพ็ญเพียรสมาธิภาวนาด้วยความแน่วแน่อยู่เป็นเวลาหลายปี ก็ยังไม่บรรลุผลอย่างไร จึงมาหวนคิดว่า เหตุที่การบำเพ็ญเพียรไม่สำเร็จผล ก็คงเป็นเพราะขาดท่านผู้เป็นอาจารย์ที่จะอบรมแนะนำสั่งสอน เมื่อคิดดังนั้นแล้วก็ออกเดินทางมุ่งตรงไปยังเขาเล่งห่วยหวย อันเป็นสำนักของท่านพรหมฤาษีลีเล่ากุน อันเป็นหนทางทุรกันดารยิ่งได้บุกฝ่ารกข้ามเขาข้ามห้วยลูกแล้วลูกเล่า ด้วยความเหน็ดเหนื่อยยากลำบากเป็นเวลาแรมเดือน จึงบรรลุถึงที่หมาย มองแลขึ้นไปเห็นยอดเขาสูงเทียมเมฆทอดเทือกยาวสุดที่จะประมาณได้ แลดูหนาทึบแน่นขนัดไปด้วยป่าสน แต่ละต้นสูงลิ่วและลำต้นใหญ่มหึมา คะเนอายุเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ปี เวลาอาทิตย์อัสดง หมู่เมฆที่ลอยเลื่อนละไปตามไหล่เขาและยอดเขา ก็เปลี่ยนแปรสลับสีเลื่อมพรายน่าดูยิ่งนักทั้งเสียงนกสกุณชาติใหญ่น้อยที่โผผินบินเกาะไปมา ก็ส่งเสียงร้องประสานขานขันอย่างไพเราะวังเวงรื่นรมย์ใจ ลิเหียนหยุดพัก นั่งชมนกและหมู่ไม้อยู่อย่างเพลิดเพลินจนมืดค่ำ จึงได้เดินตรงไปยังประตูถ้ำ ยกมือขึ้นหมายจะเคาะเรียก แต่มาฉุกคิดได้ว่าขณะนี้เป็นเวลาค่ำมืดแล้ว ใช่กาลใช่เวลาที่จะเข้าไปรบกวนทำความรำคาญ อันเป็นการทำลายความสงบของท่านผู้วิเศษและเป็นการแสดงความไม่คารวะ จำเราจะนอนค้างแรมคืนตามพุ่มไม้แถวนี้ก่อนต่อพรุ่งนี้จึงค่อยเข้าไปคำนับกราบเรียนขอเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมต่อท่าน คิดดังนี้แล้วลิเหียนก็เข้าอาศัยโคนไม้ใหญ่ใกล้ประตูถ้ำนั้นเป็นที่พักนอนแรมคืน เวลาเช้ารุ่งขึ้น ลีเล่ากุนและอวนคูเซียนนั่งสนทนากันอยู่ภายในถ้ำ พอมีลมพัดพาเอากลิ่นดอกไม้หอมระรื่นเข้ามาภายในเป็นที่ผิดสังเกตกว่าทุกวัน ลีเล่ากุนจึงบอกกับอวนคูเซียนว่า ที่ลมพัดมากลิ่นดอกไม้หอมประหลาดเข้ามาเช่นนี้ ท่านพอจะทราบเหตุหรือไม่ อวนคูเซียนจึงตอบว่า กลิ่นหอมประหลาดอย่างนี้แสดงว่า จะมีผู้วิเศษมาหาถึงสำนักแห่งเรา ลีเล่ากุนจึงว่า ข้าพเจ้าได้ตรวจดูบัญชีเซียนทั้งปวงแล้ว เห็นว่าลิเหียนซึ่งจะได้ชื่อว่าทิก๋วยลี้ไปภายหน้า เห็นจะได้สำเร็จเป็นเซียนในไม่ช้าและบัดนี้ก็ได้มานอนอยู่ใกล้ประตูสำนักแห่งเราแล้ว อวนคูเซียนได้ฟังดังนั้น จึงสั่งให้เต้าหยินน้อยผู้เป็นศิษย์สองคนออกไปดู พอเต้าหยินน้อยออกมาถึงหน้าถ้ำ ก็พอดีเห็นนักพรตผู้หนึ่งรูปร่างสง่างามผิวพรรณผ่องใส เดินออกมาจากพุ่มไม้ใหญ่ตรงข้ามกับประตูถ้ำ จึงตรงเข้าคำนับถามว่า ท่านผู้นี้แซ่ลิใช่หรือไม่ ลิเหียนได้ฟังดังนั้นก็ฉงนจึงถามว่า เหตุใดท่านทั้งสองจึงรู้จักเรา เต้าหยินน้อยทั้งสองก็ตอบว่า ท่านลีเล่ากุนอาจารย์ของข้าพเจ้าบอกแก่อวนคูเซียนว่า ท่านแซ่ลิจะมาถึงยังสำนักในวันนี้ จึงได้ให้ข้าพเจ้าทั้งสองออกมาคอยรับ ลิเหียนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี รำพึงว่าอันตัวเรากับอาจารย์ลีเล่ากุน แต่ชาติก่อนคงจะได้เคยอุปถัมภ์กันมาท่านจึงล่วงรู้ถึงการมาของเราดั่งนี้ การที่เราอุตส่าห์พยายามมุ่งหน้ามาครั้งนี้ คงจะเป็นผลสมความประสงค์เป็นแน่ คิดแล้วก็ตามเต้าหยินน้อยเข้าไปภายในถ้ำ เห็นท่านลีเล่ากุนพรหมฤาษี นั่งอยู่บนอาสนะ มีฉวีวรรณสดชื่นผ่องใสปรากฏเบ็ญจรังสีอยู่รอบกาย ถัดมาเบื้องขวาเห็นเซียนผู้ใหญ่ผู้หนึ่ง ท่าทางสง่างามผึ่งผาย ผมขาวตายาว คิ้วยาว ดั่งวาด นั่งอยู่ด้วย ลิเหียนก็ตรงเข้าไปประสานมือกระทำความเคารพด้วยความปลื้มปิติ ท่านผู้สำเร็จทั้งสองก็กระทำคำนับตอบ แล้วลีเล่ากุนก็บอกให้ลิเหียนนั่งในที่อันได้จัดไว้ แต่ลิเหียนไม่ยอมนั่ง กระทำคำนับอีกครั้งหนึ่งแล้วว่า อันตัวข้าพเจ้านี้ต่ำศักดิ์ ทั้งสติปัญญาก็น้อยเป็นผู้โง่เขลา ได้เพียรพยายามประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญภาวนาโดยลำพังตน ปราศจากครูอาจารย์เป็นผู้ให้โอวาทฝึกสอนอบรม จึงมิได้รับผลจากการบำเพ็ญเพียรนั้น ข้าพเจ้าจึงได้บุกฝ่าดงมาด้วยความอุตสาหะพยายาม มิเห็นแก่ชีวิต เพื่อมุ่งมาขอกราบฝ่าเท้าท่านอาจารย์มอบตัวเป็นศิษย์ ขอท่านอาจารย์ได้โปรดเมตตาอนุเคราะห์ช่วยอบรมสั่งสอนข้าพเจ้า ให้บรรลุผลที่ได้ตั้งใจมานั้นด้วยเถิด จะเป็นพระคุณแก่ข้าพเจ้าผู้เป็นศิษย์อย่างหาที่สุดมิได้ บัดนี้ ข้าพเจ้าผู้เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ เพียงแต่ยืนคอยรับโอวาท ก็นับว่าเป็นความเมตตาของท่านอาจารย์อยู่แล้ว ไม่สมควรจะนั่งเป็นการตีตนเสมอเช่นนั้นลีเล่ากุนได้ฟังดังนั้นจึงว่า เรากับเจ้าได้พบกัน ณ วันนี้ ก็เพราะแต่ชาติปางก่อนได้เคยอุปถัมภ์ช่วยเหลือกันมา เพราะฉะนั้น ผลแห่งการช่วยเหลือกันนั้นก็เป็นอันสำเร็จลงด้วยกันทั้งสองฝ่าย มาคราวนี้เราจะได้ช่วยกันอีก ฉะนั้นขอให้เจ้าจงรับโอวาทข้อปฏิบัตินี้ไปบัดนี้ คือ จงพยายามสงบอารมณ์ทั้งมวล ที่บังคับขึ้นทั้งภายนอกภายในร่างกาย จึงจะสงบ เมื่ออารมณ์และร่างกายสงบแล้วกามราคะทั้งหลายก็ไม่เกิด เมื่อกามราคะสิ้นไป กิเลสทั้งปวงก็ปราศไป เมื่อกิเลสปราศหมดสิ้นไปแล้ว จิตก็จะผ่องใสขาวบริสุทธิ์ยิ่งกว่าความขาวผ่องของสำลี เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้ ก็จะถึงซึ่งความเกษมสุขเป็นอมตะ เมื่อลิเหียนได้รับโอวาทอันเป็นเบื้องต้นเช่นนั้น ก็บังเกิดปิติซาบซึ้ง มีความเข้าใจถ่องแท้ในวัตรปฏิบัติของเซียนทุกประการ จึงทรุดตัวลงกราบที่พื้นแล้วพูดว่าโอวาทของท่านอาจารย์ที่ให้แก่ข้าพเจ้านี้ เป็นหลักใหญ่แห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง ซึ่งข้าพเจ้ามิเคยได้ยินมาก่อนเลย พูดแล้วลิเหียนก็หันไปคำนับอวนคูเซียน ครั้งหนึ่งอวนคูเซียนจึงว่า ชื่อของท่านได้ปรากฏมีในบัญชีเซียนแล้ว ต่อไปนี้อย่าเที่ยวซอกซอนไปอื่นเลย จงหมั่นปฏิบัติตามโอวาทคำสอนของท่านอาจารย์ลีเล่ากุนเถิด ในไม่ช้าจะได้บรรลุผลสำเร็จแห่งเซียนภาวะเป็นแน่ อวนคูเซียนกล่าวตักเตือนดังนั้นแล้ว ก็สั่งให้เต้าหยินผู้น้อยผู้เป็นศิษย์ไปส่งลิเหียน ลิเหียนคุกเข่าลงกราบเคารพท่านลีเล่ากุนสามครั้ง ในฐานะศิษย์กราบอาจารย์ แล้วคำนับลาอวนคูเซียน เดินตามเต้าหยินน้อยออกจากถ้ำ กลับคืนสู่สำนักเดิม เมื่อลิเหียนกลับมาถึงสำนักแล้ว ก็ตั้งความบำเพ็ญเพียรตามโอวาทของท่านลีเล่ากุนด้วยความเด็ดเดี่ยวมั่นคงเจริญภาวนาสำรวมจิตมั่นไม่วอกแวกหวั่นไหว จนอาการทั้งสามสิบสองระงับแน่วแน่ จนในที่สุดก็สามารถถอดวิญญาณออกจากร่างเที่ยวไป ณ ที่ต่าง ๆ ได้ตามความต้องการขณะที่ลิเหียนถอดวิญญาณออกเที่ยวไป ณ ที่ต่าง ๆ นั้น ได้มีผู้ที่รู้จักพบปะทักทายกับลิเหียนแทบทุกแห่ง จนต่อมาคนทั้งหลายรู้ว่าลิเหียนสำเร็จฌานสมาบัติ ต่างก็มีความนิยมนับถือยอมตนเป็นศิษย์ เข้าฝึกปฏิบัติอยู่ด้วยเป็นอันมาก วันหนึ่งลิเหียนกำลังอบรมสั่งสอนบรรดาศิษย์ ก็ได้เห็นเบ็ญจรังสีส่องลอดเข้ามาตามช่องหน้าต่างจึงได้สงบจิตพิจารณา ก็แจ้งว่าท่านลีเล่ากุนผู้เป็นอาจารย์กับอวนคูเซียนกำลังเหาะมาถึงสำนักอยู่แล้ว จึงรีบปีนขึ้นสู่ยอดเขาหลังสำนัก เงยหน้าขึ้นมองไปโดยรอบ ก็ไม่เห็นมีอะไรสดุดตา นอกจากก้อนเมฆน้อยใหญ่ที่ลอยเกลื่อนท้องฟ้า ครั้นแล้วก็ก้มลงมองไปเบื้องล่าง เห็นวิหกขนงามตัวหนึ่ง เกาะชะง่อนหิน ยืนสบัดขนส่งเสียงร้องร่าเริงอยู่ ก็ถอนใจยาวรำพึงว่า นกตัวนี้เต็มไปด้วยความสุข ปราศจากสิ่งที่จะต้องห่วงใยใด ๆ มีแต่ปีกและหางพาตัวบินไปเท่านั้น เป็นอิสระแก่ตัวเอง แต่อนิจจาส่วนมนุษย์นี่เล่าพาตนให้ตกเป็นทาสของความมัวเมาอยู่ด้วยรูป รส กลิ่น เสียง คำเยินยอ และอำนาจอันจอมปลอม จนแม้แต่ความตายจะมาถึงก็ไม่รู้สึกตัว ดู ๆ แล้วก็ดูจะมีสภาพความเป็นอยู่ของชีวิตต่ำช้ากว่าวิหกนกน้อยตัวนี้เสียอีก ขณะที่ยืนรำพึงเพลินอยู่นั้น เบ็ญจรังสีก็สาดลงมาต้องลิเหียน ลิเหียนตกใจแหงนหน้าขึ้นดู เห็นเซียนผู้สำเร็จสองคน นั่งหลังนกกะเรียนลอยล่องมา จนเข้ามาใกล้ จึงจำได้ว่าท่านอาจารย์ลีเล่ากุนและอวนคูเซียนมาหาตน ก็มีความยินดียิ่งนัก จึงคุกเข่าลงกราบสามครั้ง ท่านลีเล่ากุนเห็นแล้ว ก็หัวเราะด้วยความพอใจแล้วพูดว่า เราแจ้งในความรำพึงคิดของเจ้าโดยตลอดแล้ว เรามีความพอใจในการปฏิบัติอันเป็นไปโดยถูกต้อง ตามโอวาทที่ให้ไว้แก่เจ้ายิ่งนัก แล้วทั้งสามศิษย์อาจารย์ก็พากันไปยังสำนักของลิเหียน ลิเหียนจัดอาสนะที่นั่งให้แก่ท่านอาจารย์และอวนคูเซียนแล้วก็คุกเข่าลงกราบท่านลีเล่ากุน ขอโอวาทที่จะพึงปฏิบัติเพิ่มเติมต่อไปอีก ท่านลีเล่ากุนจึงว่า ข้อวัตรปฏิบัติในการบำเพ็ญเพียรต่อไปนั้นยิ่งละเอียดสุขุมขึ้นไปตามลำดับ เจ้าจงค่อยอบรมจิตดับอารมณ์ และระงับเรื่องพัวพันต่าง ๆ เสียให้สิ้นเชิง จนตราบกระทั่งจิตตั้งอยู่ในความเป็นแน่เกิดขึ้น และตั้งมั่นสม่ำเสมอไม่ผันแปรต่อไปอีก นั่นและเจ้าจะได้รับผลเข้าสู่ภูมิแห่งฌานอภิญญา ขอเจ้าจงบำเพ็ญเพียรปฏิบัติให้เคร่งครัด ส่วนสำหรับที่เรามาในวันนี้ด้วยจะบอกแก่เจ้าว่า ต่อแต่นี้ไปอีก 10 วัน เจ้าจงถอดวิญญาณไปด้วยกับเรา ว่าแล้วลีเล่ากุนและอวนคูเซียนก็ลากลับไป ฝ่ายลิเหียนครั้นส่งอาจารย์กลับไปแล้ว ก็เข้าปฏิบัติบำเพ็ญเจริญสมาธิภาวนาด้วยความขมักเขม้น จนวันคืนล่วงผ่านไปจนครบกำหนด 10 วัน ตามที่ท่านลีเล่ากุนผู้อาจารย์ได้สั่งไว้ จึงเรียกเอี้ยจื๊อผู้ศิษย์มาสั่งว่า วันนี้เราจะถอดวิญญาณไปหาท่านลีเล่ากุนผู้เป็นอาจารย์ของเราตามที่ท่านได้สั่งไว้ เราขอมอบให้เจ้าเป็นผู้รักษาร่างของเราที่ทิ้งไว้นี้เป็นกำหนดเวลา 7 วัน ในวันที่ 7 เราจะกลับมาเข้าร่างตามเดิม แต่ถ้าเมื่อครบกำหนด 7 วันแล้ว เรายังไม่กลับมาเข้าร่าง เจ้าจงเอาไฟเผาเสียเถิด เพื่อมิให้ผู้ใดรู้เป็นที่ยุ่งยากต่อไปแต่สำหรับในระหว่าง 7 วันนี้ เจ้าจงระวังรักษาให้ดีอย่างให้เป็นอันตรายได้ เมื่อได้สั่งศิษย์เป็นที่วางใจแล้ว ลิเหียนก็เข้าฌานออกจากร่างตรงไปยังเขาเล่งห่วยหวย อันเป็นสำนักของลีเล่ากุนและอวนคูเซียนโดยเร็ว ฝ่ายเอี้ยจื๊อผู้เป็นศิษย์ ตั้งแต่ลิเหียนผู้อาจารย์ได้ถอดวิญญาณไปแล้ว ก็ได้เอาใจใส่ดูแลรักษาร่างของอาจารย์ด้วยความเรียบร้อยตลอดมาจนถึงวันคำรบ 6 พอดี วันนั้นคนใช้ทางบ้านมาแจ้งกับเอี้ยจื๊อว่า มารดาท่านกำลังป่วยหนัก ให้รีบกลับไปโดยเร็ว ถ้าอยู่ช้าแล้วไม่ได้เห็นใจเอี้ยจื๊อได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้พูดว่า อาจารย์ได้สั่งให้เราระวังรักษาร่างของท่านมีกำหนด 7 วัน ในวันที่ครบ 7 วัน วิญญาณของท่านจะกลับมาเข้าร่าง และวันนี้ก็เป็นวันที่ 6แล้ว ถ้าเราไปรักษาแม่ ใครจะเป็นผู้ดูแลรักษาร่างของอาจารย์แทนเรา คนใช้จึงว่าท่านพูดอะไร ก็อาจารย์ของท่านตายไปแล้วตั้ง 6 วัน จะฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร ตับไตไส้พุงป่านนี้คงเน่าเปื่อยหมดแล้ว ท่านยังจะคิดคอยว่าจะกลับฟื้นมาอีกเช่นนี้ ดูจะมิะป็นคนโง่เง่าไปหรือ และประการหนึ่งขอให้ท่านพิจารณาดู อันอาจารย์นั้นได้อุปถัมภ์สั่งสอนศิษย์ เมื่อมีอายุเติบใหญ่แล้วเท่านั้น ส่วนมารดานั้นได้กล่อมเกลี้ยงอุปถัมภ์ค้ำชูมาแต่อ้อนแต่ออก ฉะนั้น การที่ท่านจะเอาบุญคุณของอาจารย์มาเทียบกับคุณของมารดานั้นไม่ควร และถ้าอาจารย์ท่านจะฟื้นคืนร่างป่านนี้ก็คงฟื้นมาแล้วแต่นี่ข้าพเจ้ามาพิจารณาเห็นว่าท่านคงสำเร็จเป็นเซียนไปแล้ว คงจะไม่กลับคืนมาอีกเป็นแน่ และอีกประการหนึ่ง ถ้าจะทอดทิ้งร่างท่านไปเสีย ก็ไม่ถึงกับจำทำให้เสียหายมากมายอะไร เพียงแต่ไม่รักษาสัญญาเท่านั้น โทษมิมากมายอะไร แต่ถ้าหากท่านไม่ไปรักษาดูแลมารดาของท่านที่กำลังป่วยหนักนี้สิ ถ้าบังเอิญมารดาของท่านตายลง ไหนท่านจะพ้นจากคำของคนที่ครหาว่าท่านอกตัญญู ข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้ ขอท่านจงพิจารณาเอาเองเถิด เอี้ยจื๊อได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงตัดใจทิ้งร่างอาจารย์ ช่วยกันกับคนใช้ จัดหาฟืนมากองสุมได้มากพอแล้วก็หามร่างอาจารย์ขึ้นวางบนกองฟืน จัดเครื่องเจทำการเส้นสรวงบูชาแล้ว ก็ร้องไห้คุกเข่าลง กราบขอขมาบอกเล่าถึงความจำเป็น ที่ต้องกระทำดังนี้เหมือนมิรู้คุณแห่งอาจารย์ แล้วจุดไฟเผาจนร่างไหม้เป็นเถ้าถ่านหมดแล้ว ก็รวบรวมเก็บเข้าของรีบออกเดินทางไปพร้อมกับคนใช้ แต่พอถึงบ้าน ก็ปรากฏว่ามารดาได้ถึงแก่กรรมเสียก่อนแล้ว ฝ่ายท่านลีเล่ากุนและอวนคูเซียน ได้นำวิญญาณของลิเหียนท่องเที่ยวไปตามดินแดนแถบตะวันตก ได้เข้าไปตามสำนักเซียนที่ทรงวิชาการ ซึ่งตั้งอยู่ตามถ้ำในขุนเขาน้อยใหญ่ รวมทั้งสิ้น 36 สำนัก ได้ให้ลิเหียนรับคำแนะนำและเล่าเรียนข้อปฏิบัติและเวทมนต์ต่าง ๆ ทุกสำนัก ในที่สุดลิเหียนระลึกวิตกถึงร่างของตน ที่ถอดทิ้งไว้ให้ศิษย์เฝ้าในโรงเจ เกรงศิษย์จะเป็นห่วงจึงบอกลาต่อท่านลีเล่ากุน ท่านลีเล่ากุนหัวเราะแล้วกล่าวโศลกเป็นปริศนาว่า
ระแทะเปล่าเข้าทางจร แล้วหยุดนอนหนุนข้าวสาร
ผ้าขาดกลาดเกลื่อนลาน พอพานพบก็หยิบมา
อาลัยร่างกายเก่า กลับเป็นเถ้าถมสุธา
กายีจะมีมา หน้าตาไหม้คงได้ผล
ครั้นแล้วจะเปะปะ ก้าวเกะกะตามถนน
แต่จิตไม่หมองมล ดลฤทธิ์ยิ่งทุกสิ่งอันฯ
ฝ่ายลิเหียน ได้ฟังโศลกปริศนาในขณะนั้น ก็ยังไม่เข้าใจในความหมาย ทั้งวันนั้นก็เป็นวันคำรบ 7 เป็นกำหนดที่จะกลับคืนสู่ร่างแล้ว จึงทำให้มีความกังวลยิ่งนัก เพราะเกรงว่าร่างจะเป็นอันตราย ทั้งศิษย์เฝ้าดูแลอยู่ก็จะเป็นห่วงร้อนใจ เมื่อได้บอกลากราบลาท่านอาจารย์สามครั้ง และคำนับลาอวนคูเซียนแล้ว ก็รีบกลับมายังโรงเจโดยด่วย แต่ไม่เห็นร่างของตน กับทั้งศิษย์ก็หายไปด้วย หันมองออกไปข้างนอก ก็เห็นกองเถ้าถ่านซึ่งยังมีควันไฟคุกรุ่นอยู่ จึงตรงเข้าไปตรวจดู ก็เห็นชิ้นกระดูกไหม้ปนอยู่ด้วย ก็รู้ทันทีว่าเอี้ยจื๊อผู้เป็นศิษย์ เผาร่างของตนเนสียแล้ว ก็ให้เสียใจเป็นอันมาก นึกติเตียนว่า ไม่น่าเลยมาด่วนเผาเช่นนี้เป็นการไม่รักษาสัญญา หรือว่าศิษย์มีความจำเป็นเดือนร้อนอย่างไร ลิเหียนคิดแล้วก็ให้โทมนัสและรู้สึกว้าเหว่ยิ่งนัก เพราะปราศจากร่าง จึงล่องลอยระหกระเหินไปทั้งวันทั้งคืน จนในที่สุดได้มาถึงเชิงเขาแห่งหนึ่ง เห็นร่างคน ๆ หนึ่งนอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก็เข้าไปดูจึงรู้ว่าร่างนั้นเป็นซากศพของคนขอทานเพิ่งตายใหม่ ๆ ไม่กี่ชั่วโมงมานี้เอง หน้าตาน่าชังเหยเก ผมเผ้ารุงรังเป็นกะเซิง ขาก็พิการข้างหนึ่ง ข้างตัวมีไม้เท้าและถุงข้าวสารวางอยู่ จึงคิดว่าถ้าเราไม่เข้าอยู่อาศัยร่างนี้ ก็มองไม่เห็นร่างที่ไหนที่จะพอหาเข้าอยู่ได้ พลันบัดนั้นก็ได้สติหวนระลึกถึงคำของท่านอาจาย์ลีเล่ากุน ที่เป็นปริศนาขึ้นมาได้ ก็เกิดความสว่างในดวงปัญญา ตระหนักถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ แต่อดีตและปัจจุบันได้โดยถ่องแท้ จึงเป็นอันสิ้นสงสัยหมดความกังวลและคลางแคลง จึงเข้าสู่ร่างนั้น ทันทีนั้นร่างศพของคนขอทานก็ลุกขึ้น จึงกระดิกกระเดี้ยได้ดังเดิม เวทมนต์คาถาที่เล่าเรียนมาจากสำนักผู้วิเศษต่าง ๆ ก็พลันมีอิทธิและศักดิ์สิทธิ์ขึ้น จึงขยับกายเปะปะ ลุกขึ้นยืนหยิบไม้เท้าและถุงข้วสารขึ้นมาเสกแล้วเป่าลง ทันใดไม้เท้าก็กลายเป็นไม้เท้าเหล็ก ถุงกลายเป็นน้ำเต้า ข้าวสารในถุงกลายเป็นยาวิเศษ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าฌานพิจารณามองไปยังศิษย์ ก็รู้ว่ามารดาของศิษย์ ได้ถึงแก่ความตายเสียก่อนศิษย์ไปถึง ก็ให้มีความสงสาร คิดว่าตัวเราบัดนี้ก็ได้บรรลุผลสำเร็จดั่งความปรารถนาแล้ว สามารถที่จะช่วยคนตายที่ยังไม่เน่าเปื่อยให้กลับคืนชีวิตเป็นขึ้นมาได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะไปช่วยมารดาของเอี้ยจื๊อผู้เป็นศิษย์ของเรา คิดดังนั้นแล้วก็ออกเดินกระโผลกกระเผลกตรงไปยังบ้านศิษย์ ขณะที่ไปตามทาง มีคนพบปะเห็นท่วงทีเป็นดังเซียนผู้เวิเศษ ก็คำนับถามว่าท่านอาจารย์มีชื่อว่าอะไร แซ่อะไร จะเดินทางไปไหน ลิเหียนได้ฟังก็หัวเราะด้วยความขบขันพลางตอบเป็นโคลงโศลกว่า
เรารึพงษ์แซ่ลิ ชื่อเหียน นามมา
อาจารย์เรียกทิก๋วย ท่านตั้ง
ตื้นลึกเราเล่าเรียน จบกบวนเวทย์แล
หลีก ๆ เจ้าอย่ายั้ง กีดทาง ฯ
ว่าแล้วก็ขยับไม่เท้าเหล็ก รีบเดินกระโผลกกระเผลกไปโดยเร็วเหมือนลมพัด คนพวกนั้นมองตามด้วยความประหลาดใจ พลางพูดกันว่า ตาขอทานคนนี้คงเป็นเซียนผู้วิเศษแน่แล้ว จึงเดินเร็วอย่างนั้น แต่ เอ! ทำไมจึงชื่อทิก๋วยหรือว่าแกจะตั้งชื่อของแก ให้สมกับที่ขาแกพิการต้องใช้ไม้เท้าเหล็ก เอาไว้พบกันคราวหน้า จะต้องขอศึกษาเล่าเรียนวิชาจากท่าน ฉะนั้น ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา คนทั้งหลายก็เรียกลิเหียนในร่างขอทานพิการว่า ทิก๋วยลี้ ด้วยประการฉะนี้ ครั้นทิก๋วยลี้มาถึงบ้านเอี้ยจื๊อ เห็นศิษย์ของตน ยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นคร่ำครวญกอดโลงศพ แล้วก็เงยหน้าขึ้นถอนใจยาวตามองดูกั้นหยั่นที่ติดอยู่ข้างฝา แสดงอาการดังจะฆ่าตัวตาย จึงเดินเข้าไปใกล้พูดว่า อันการเกิดการตายนั้นเป็นธรรมดาของสัตว์โลก จะห้ามจะป้องกันนั้นไม่ได้ หน้าที่ของบุตรนั้น เมื่อบิดามารดามีชีวิตอยู่ จำต้องปฏิบัติดูแลท่านจนเต็มสติกำลังความสามารถ เมื่อบิดามารดาถึงแก่ความตายลง บุตรก็มีหน้าที่หาเครื่องหุ้มห่อและหีบมาบรรจุศพ ทำการฝังเสียในที่อันสมควร เสร็จจากนั้นแล้ว ก็ทำการเซ่นไหว้บูชาอุทิศกุศลไปให้ท่านหน้าที่ของบุตรมีดังนี้ ก็ร่างที่นอนอยู่ในหีบศพนั้น เกี่ยวข้องเป็นอะไรกับเท่านเล่า จึงเศร้าโศกดูดังจะฆ่าตัวตายฉะนี้ เอี้ยจื๊อได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า ชายแก่ขอทานรูปร่างพิการสกปรกผู้นี้มาแต่ไหน ดูเครื่องใช้มีน้ำเต้าที่สะพายและไม้เท้าเหล็กที่ถือ ก็มีลักษณะแปลกกว่าขอทานอื่นแต่ที่น่าอัศจรรย์ก็คือกิริยาวาจาและสุ้มเสียง ช่างคล้ายกับอาจารย์ของเราเสียจริง ๆ จำจะเล่าความจริงให้แกได้รับรู้ไว้ ถึงแม้เราจะฆ่าตัวตาย ความติฉินนินทาก็คงจะลดหย่อนลงบ้าน เมื่อคิดดังนั้นแล้วจึงพูดว่า ท่านผู้เฒ่าข้าพเจ้านี่ชื่อเอี้ยจื๊อ ผู้ที่อยู่ในโลงนี้เป็นมารดาของข้าพเจ้าแล้วเอี้ยจื๊อก็เล่าเรื่องราวแต่ต้นจนจบให้ทิก๋วยลี้ฟัง แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้านี้เป็นคนเลวผิดสัญญาต่อครูบาอาจารย์ที่ได้มอบความไว้วางใจให้ และยังอกตัญญูต่อมารดาผู้ให้กำเนิด โดยมิได้อยู่ดูแลรักษาพยาบาลท่าน มีความผิดอย่างใหญ่หลวงถึงสองประการ คุณค่าของความเป็นคนดีเป็นอันปราศหมดไปดั่งนี้แล้ว ก็ควรตายเสียดีกว่า จะอยู่ไปให้ได้รับความอัปยศ ว่าแล้ว เอี้ยจื๊อก็ชักกั้นหยั่นจะเชือดคอตาย ทิก๋วยลี้เข้าแย่งเอากั้นหยั่นไว้แล้วพูดว่า อันความกตัญญูนั้นอยู่ที่ใจ การที่ท่านมีน้ำใจดังที่แสดงมานี้นับว่าเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นอย่างดี อนึ่ง การที่ท่านติเตียนตัวเองว่าไม่มีความกตัญญูรู้คุณบิดามารดานั้น นั่นก็เป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความกตัญญูอันแท้จริงที่มีอยู่ในตัวท่าน ขอท่านอย่าวิตกในการตายของมารดาท่านเลย ข้าพเจ้านี้เมื่อยังเที่ยวไปตามป่าเขาลำเนาไพรถิ่นทุรกันดาร ได้มีวาสนาพบกับท่านผู้เวิเศษท่านหนึ่งได้ให้ยาแก่ข้าพเจ้าไว้สำหรับช่วยผู้ที่มีคุณธรรมในเวลาคับขัน มารดาของท่านเพิ่งตายเพียงสองวัน ทั้งฤดูนี้ก็เป็นฤดูหนาว คงรักษาร่างกายไว้ให้คงยังไม่เน่าเปื่อย ลองเปิดโลง ละลายยากรอกให้กิน บางทีบุญวาสนาช่วยค้ำชูอาจจะฟื้นคืนมาได้ เอี้ยจื๊อได้ฟังดังนั้น ก็มีความดีใจยิ่งนักทรุดตัวลงกราบกับพื้น ทิก๋วยลี้ก็เอาไม้เท้างัดฝาโลงออก แล้วควักยาออกจาน้ำเต้าเม็ดหนึ่ง ใส่ลงในชามละลายกับน้ำ เอี้ยจื๊องัดขากรรไกรมารดา รับเอายามาเทกรอกเข้าไปจนหมด ครู่หนึ่งพอยาซึมซาบไปทั่ว มารดาเอี้ยจื๊อก็ได้สติฟื้นคืนเป็นมาเหมือนหลับไปแล้วตื่นขึ้น เอี้ยจื๊อสุดแสนจะดีใจช่วยกันกับคนใช้พยุงมารดาออกมาจากโลง ผลัดเครื่องแต่งตัวเสียใหม่แล้วให้นั่งบนที่อันควร แล้วจัดหาอาหารมาให้รับประทาน มีกำลังขึ้นมาเป็นปกติ เอี้ยจื๊อจึงบอกแก่มารดาว่า มารดาเจ็บหนักและได้หมดลมตายไปแล้วสองวัน หากได้ท่านอาจารย์ผู้นี้มาพบเข้า ได้ให้ยาวิเศษกินมารดาจึงได้มีชีวิตคืนมาได้ มารดาของเอี้ยจื๊อได้ฟังบุตรชายเล่าให้ฟังดังนั้น ก็มีความปิติยิ่งนัก ลุกขึ้นคุกเข่ากราบทิก๋วยลี้ด้วยความเคารพบูชาอันสูงสุด 3 ครั้ง แล้วก็ถามถึงชื่อและแซ่ เพื่อจักได้จำไว้เป็นที่เคารพบูชาต่อไปภายหน้า ทิก๋วยลี้คำนับตอบแล้วหันมาพูดกับเอี้ยจื๊อว่า เอี้ยจื๊อเอ๋ย เรานี้มิใช่คนอื่นใดดอก ที่แท้ก็คือลิเหียนอาจารย์ของเจ้าเอง ว่าแล้วทิก๋วยลี้ก็เล่าเรื่องราวให้ฟังทุกประการ แล้วหยิบเอายาออกจากน้ำเต้าเม็ดหนึ่ง ยื่นส่งให้บอกว่า ยานี้เป็นยาวิเศษ เจ้าจงกินเสียจะได้มีกำลังแข็งแรง ไม่เจ็บไข้จงตั้งใจปฏิบัติดูแลมารดาของเจ้า จนกว่าจะสิ้นอายุขัยเถิด เรากับเจ้าคงจะได้พบกันอีก พอเอี้ยจื๊อเอ่ยปากจะถามทิก๋วยลี้ก็หายวับไปกลับคืนสู่สำนัก ท่านลีเล่ากุนได้ตั้งให้ทิก๋วยลี้ เป็นเซียนลำดับที่หนึ่งในคณะเซียนทั้งแปดในบัดนั้น ฝ่ายเอี้ยจื๊อ ครั้นเห็นอาจารย์หายวับไปแล้ว จึงทั้งแม่ลูกต่างก็คุกเข่าหันหน้าไปทางทิศที่อาจารย์อยู่ กราบลงสามครั้ง ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เอี้ยจื๊อก็ประกอบการทำมาหากินเลี้ยงมารดา และเหตุที่ได้กินยาวิเศษจึงไม่เจ็บไข้ เป็นคนมีกำลังแข็งแรงยิ่งกว่าคนทั้งหลายในตำบลนั้น มารดาของเอี้ยจื๊ออยู่มาได้อีกสิบปี จึงถึงแก่ความตาย เอี้ยจื๊อครั้นทำศพมารดาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ออกไปบำเพ็ญพรตอยู่ ณ สำนักเก่าของอาจารย์อีกเป็นเวลาร้อยปี ทิก๋วยลี้จึงมาสั่งสอน จนเอี้ยจื๊อเปลี่ยนร่างจากมนุษย์กลับเป็นร่างเซียนผู้สำเร็จจึงได้นำไปอยู่ร่วมสำนักเดียวกันกับตนต่อไป

แ ป ด เ ซี ย น




แ ป ด เ ซี ย นเ ท พ 8 อ ง ค์



ผู้ อำ น ว ย โ ช ค ล า ภ แ ล ะ ค ว า ม ร่ำ ร ว ย




แปดเซียน หรือ โป๊ยเซียน มีนามว่า


1. ทิก๋วยลี้ เซียนแห่งยา และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ


2. ฮั่นเจงหลี เซียนแห่งโชคลาภ การบริการ การปกครอง


3. ลื่อทงบิน เซียนแห่งการรักษาโรค


4. เจียงกั๋วเล้า เซียนแห่งความมั่นคง อายุยืน สุขภาพดี


5. น่าใช้หัว เซียนแห่งมวลบุปผาชาติ ความอุดมสมบูรณ์


6. นางฮ่งเซียนไกว เซียนแห่งความดีงาม ความซื่อสัตย์


7. ฮั่นเซียงจื้อ เซียนพยากรณ์ ผู้หยั่งรู้ และการดนตรี


8. เช่าก๊กกู่ เซียนแห่งยศฐาบรรดาศักดิ์




清水祖師 (ตัน ผ่อ เจ่ว) หรือ พระหมอ



清水祖師 (ตัน ผ่อ เจ่ว) หรือ พระหมอ


พระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง เดิมชื่อ ผูชวี (ตัน ผ่อ เจ่ว) เป็นคนตระกูล ( 陈 ) แซ่เฉิน( แซ่ตัน ) ท่านถือกำเนิดที่เชิงเขากู่ซาน หมู่บ้านเสี่ยวก้อ ตำบลหยงชุน คืออำเภอหยงชุน จังหวัดเฉวียนโจว มณฑลฝูเจี้ยน เมื่อวันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๑ ตามปฏิทินจีน แต่ปี พ.ศ. กำเนิดต่างมีความคิดเห็นแตกต่างกัน คือ พ.ศ. ๑๕๕๔ - พ.ศ.๑๕๘๗ และ พ.ศ. ๑๕๙๐ แต่ในที่นี้ใช้ พ.ศ. ๑๕๘๗ เป็นหลัก (ตามที่นายจี้หยวน นักวิจัยมหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงชี ไทเป ไต้หวัน ซึ่งเขาได้อ้างอิงจากบทความของ หลิน ซีสุ้ย จากวารสารภาคผนวกของวารสารอายุ่ย พิมพ์ที่ไทเปโดย( สมาคมอันซีแห่งไทเปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ ) ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ซ่งเหรินจง ( จ้าวเจิน ) ใช้ปีรัชกาลว่าชิงหลี่ เป็นปีที่ ๗ แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๕๖๖ – ๑๖๐๖ มีเมืองไคฟงเป็นเมืองหลวง นามบิดามารดามิได้ปรากฏ จากตำนานกล่าวว่า ท่านผูชวีได้ช่วยบิดามารดาเลี้ยงแพะแถบเชิงเขากู่ซาน แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านแตกต่างจากชาวจีนฮั่นทั่วไปก็คือ ท่านมีผิวดำ ตัวดำ หน้าดำ จมูกโด่งและงองุ้ม ซึ่งอาจจะสืบเชื้อสายมาจากชาวอินเดียแขกทมิฬทางภาคใต้ ที่เดินทางมาค้าสำเภากับพวกอาหรับที่มาจอดแวะท่าเรือเมืองเฉวียนโจว อีกประการหนึ่งพื้นเพเดิมของชาวเมืองแถบนี้ก่อนที่ชาวจีนฮั่นจะอพยพลงมา มีพวกชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ชนพวกนี้กล่าวกันว่า อพยพขึ้นไปจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านผูชวี มีปัญญาเฉลียวฉลาดตั้งแต่สมัยเด็ก นิสัยชอบศึกษาหาความรู้ทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น เช่นเดียวกับเด็กวัยรุ่นทั่วไปแต่ที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปก็คือ ท่านชอบศึกษาคำสอนในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ยังเยาว์ ท่านศึกษาได้ลึกซึ้งและแตกฉาน ในฐานะที่เป็นคนอาศัยอยู่แถบเชิงเขาที่มีพืชนานาชนิด ท่านจึงได้ศึกษาเรื่องพืชสมุนไพร ไปด้วยจนสามารถนำมาประกอบเป็นยารักษาคนไข้ได้นเชี่ยวชาญและเป็นแพทย์ประจำตำบลอีกด้วย ต่อมาท่านได้ถือเพศบรรพชิตในพระพุทธศาสนานิกายมหายานท่านบวชวัดไหนไม่ปรากฏ แต่ต่อมาท่านได้มาพำนักที่วัดหมู่บ้านเผิงไหล อำเภออันซี แขวงเฉวียนโจว ตอนบวชน่าจะได้ฉายาว่า เหอซั่ง ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี ได้อบรมสั่งสอนธรรมะแก่ชาวบ้าน ทั้งที่หมู่บ้านเผิงไหลและตำบลใกล้เคียง และยังได้ช่วยเหลือเครื่องอุปโภคบริโภคและเงินทองแก่ผู้ยากไร้ ด้วยความรู้แพทย์แผนจีนอย่างดี พระโจวสุ่กงจึงช่วยรักษาผู้ป่วยในหมู่บ้าน นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้วยังได้พัฒนาหมู่บ้านด้วยการออกทุนทรัพย์ร่วมกับชาวบ้านก่อสร้างสะพาน ถนนหนทางหลายแห่ง ก่อสร้างอาคารเพื่อประกอบพิธีขอฝนประจำหมู่บ้าน แต่การศึกษาทางธรรมะของท่านก็เป็นไปด้วยดี จนท่านมีภูมิธรรมสูงได้ชื่อว่า พระผู้มีน้ำใจใสสะอาดบริสุทธิ์ คือ เฉ่งจุ้ยโจวซือ หรือ ชิงสุ่ยชวีซือ ซึ่งหมายถึงพระผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงเทียบได้กับพระอรหันต์ ณ ที่ตำบลเผิงไหล มีหน้าผาระหว่างภูเขาเผิงไหลซานกับภูเขาหลิงสิ่วซาน หน้าผาแห่งนี้เดิมชาวบ้านเรียกว่า หน้าผาจางเอี๋ยน ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นหน้าผาชิงสุ่ย หรือ เฉ่งจุ้ย เพื่อเป็นเกียรติแก่ พระเฉ่งจุ้ยโจวซือ ในปี พ.ศ. ๑๖๒๖ ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ซ่งเสินจง ( จ้าวชวี ) แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ใช้ปีรัชกาลว่า หยวนเฟิงที่ ๖ ได้เริ่มก่อสร้างวัดบนหน้าผาเฉ่งจุ้ย และให้ชื่อว่า วัดเฉ่งจุ้ยโจวซือ หรือ ชิงสุ่ยเอี๋ยน หรือ วัดเผิงไหล ขณะที่พระเฉ่งจุ้ยโจวซืออายุได้ ๓๙ ปี ตัวอาคารของวัดคงจะได้พัฒนาก่อสร้างเพิ่มเติมเรื่อยมา สระน้ำฝางเจียนทรงสี่เหลี่ยม อยู่ด้านหน้า กล่าวกันว่าในช่วงที่พระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋งกำลังก่อสร้างวัดอยู่นั้น ท่านได้เดินทางเข้าไปในตัวเมืองอันซีเพื่อซื้อต้นไม้สนจีนที่ต้นตรงไม่คด ผู้ขายเจ้าของไม้มีต้นไม้แบบดังกล่าวจำนวนไม่กี่ต้นและลำต้นยังเล็กอยู่ด้วย เขาจึงขายให้ท่านด้วยเงินเพียงเล็กน้อย และสัญญากับท่านให้ตัดไม้ภายในห้าวัน ท่านดีใจมากกลับวัดให้ขุดสระสี่เหลี่ยมแล้วเจาะรูเล็กๆตรงกลางสระ ฝ่ายชาวบ้านและพระลูกวัดทำตามที่ท่านสั่ง ไม่เข้าใจว่าท่านให้ทำเพื่ออะไร ครั้นภายหลังวันนั้นในเวลากลางคืน เกิดพายุทั้งลมทั้งฝนพัดจัดโค่นเอาต้นสนจีนที่ท่านต้องการล้มลง ท่านจึงให้ลากลงไปในโคลนแล้วหายไป พอถึงวันที่สาม ปรากฏว่าต้นสนดังกล่าวโผล่ขึ้นมาจากรูในสระที่ขุดไว้ ชาวบ้านและพระลูกวัดต่างช่วยกันลากไม้ขึ้นมารวมเก้าต้นซึ่งครบตามที่ต้องการ ขณะเมื่อต้นที่สิบกำลังโผล่ขึ้นมาพวกเขาต่างร้องว่า “พอแล้ว” ต้นสนต้นนั้นหยุดกึกปิดรูที่ขุดเสียจนปรากฏตออยู่จนบัดนี้พระเฉ่งจุ้ยโจวซือได้ปฏิบัติธรรมและบริการสังคมในละแวกนั้น จนอายุได้ ๖๕ ปี จึงมรณภาพ เมื่อ พ.ศ. ๑๖๕๒ ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ฮุยจง ( จ้าวจี๋ ) แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ศพได้ประกอบพิธีฝังไว้บริเวณหลังวัด ต่อมาได้มีการสร้างเจดีย์หน้าหลุมฝังศพซึ่งชาวบ้านเรียกว่า เจิ้นกง และได้นำคำนี้ไปเรียกขานต่อท้ายสมณนามของท่าน นอกจากนี้ยังได้สร้างแท่นบูชาไว้หน้าหลุมศพด้วย ต่อมาได้มีการสร้างรูปจำลองของท่านประดิษฐานไว้ที่แท่นบูชาในศาลาอาคารวัดเผิงไหล ในปี พ.ศ. ๑๗๐๗ ปีรัชกาลหลงซิงที่ ๒ ของฮ่องเต้ซ่งเซียวจง ( จ้าวเซิน ) แห่งราชวงศ์ซ่งใต้ ทรงครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ. ๑๗๐๕ – ๑๗๓๒ ณ เมืองหลิ่นอาน หรือ หางโจวในปัจจุบัน มณฑลเจ๋อเจียง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แต่งตั้งสมณศักดิ์แก่ ชิงสุ่ยชวีซือ สูงขึ้น เป็น “จาวอิงไท่ซือ” และยังโปรดฯให้ก่อสร้างศาลเจ้าไว้หน้าสุสานด้วย วัดเฉ่งจุ้ยโจวซือในปัจจุบันดังได้กล่าวแล้วว่าวัดนี้มีอายุมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือตั้งแต่ พ.ศ. ๑๖๒๖ เก้าร้อยปีเศษ เมื่อมองดูสภาพวัดในปัจจุบันที่ทางการจีนได้อนุรักษ์เอาใจใส่ บูรณปฏิสังขรณ์ตลอดมา ทำให้ผู้มีจิตศรัทธาและนักท่องเที่ยวต่างเดินทางไปสักการะเป็นอันมาก เพราะตัววัดตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันที่กลมกลืนกับธรรมชาติบริเวณภูเขาตัดกับขอบฟ้า ทำให้ตัวอาคารมองดูเด่นสง่า ที่ประกอบด้วยหลังคาลดหลั่นกันที่เรียกว่า ไห่เทียนกั๋ว ภายในอาคารแต่ละหลังมีห้องโถงต่างๆ เช่น ห้องประดิษฐานพระโจวสุ่กง พระกวนอิม ห้องรับรอง หอสวดมนต์ นั่งสมาธิ และห้องเล็กห้องน้อยกว่า ๙๙ ห้องบริเวณภายนอกตั้งแต่ซุ้มประตูทางเข้าซึ่งเพิ่งก่อสร้าง เป็นประตูสามช่องทางขนาดใหญ่ จนถึงหมู่อาคาร มีแง่หิน สระน้ำฝางเจียนทรงสี่เหลี่ยม อยู่ด้านหน้า กุ้ยเทียน ต้นการบูรขนาดใหญ่อายุหลายรอยปี ตรงกลางมีโพรงไม่มียอด สูงประมาณ ๑๐ เมตรกว้างประมาณ ๖ เมตร ภายในโพรงกว้างประมาณ ๑.๘๖ เมตร พอที่คนหลายคนเข้าไปนั่งเหยียดขาได้สบาย เมื่อมองทะลุโพรงขึ้นไปบนท้องฟ้ายอดปลายโพรงเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ จะแตกกิ่งออกมาสองกิ่ง ชาวบ้านเรียกต้นนี้ว่า กุ้ยเทียน บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ อยู่ไม่ห่างจากสระฝางเจียน มีน้ำไหลตลอดปี น้ำรสชาติหวานชาวบ้านถือว่าเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์รักษาโรคได้เจดีย์เจิ้นกง เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงพระโจวสู่กงด้านหน้าหลุมศพท่าน ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๖๗๔ เป็นเจดีย์สูงสิบชั้น ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ฮุยจง ( จ้าวจี๋ ) ภายหลังจากที่ท่านมรณภาพได้ ๒๐ ปี หลุนอิน หรือ ซือกุ้ย เป็นแท่นบูชา ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๘๖๐ ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้เหยินจง ในปีเจี้ยนอิ้วที่ ๔ แห่งราชวงศ์หยวน ต้นการบูรขนาดใหญ่ กล่าวกันว่า ท่านเป็นผู้ปลูกไว้ ปัจจุบันสูงประมาณ ๓๒ เมตร วัดโดยรอบได้ ๗ เมตรยอดต้นการบูรต้นนี้ปลายชี้ไปทางทิศเหนือตลอดเวลา ต้นโปรโดคาร์ปัส เป็นต้นไม้จีนชนิดพุ่มที่เป็นไม้หายาก ใบเล็กเรียวยาวใบแข็งมีลูก ปัจจุบันนิยมทำไม้แคระหรือไม้พุ่ม แต่ต้นนี้ปลูกไว้แต่สมัยพระโจวสุ่กง สูงประมาณ ๑๓ เมตร วัดโดยรอบได้ ๑.๓๕ เมตร กล่าวกันว่าปีหนึ่งสูงประมาณ ๓ ฉุ่นแต่เมื่อฟ้าร้องฟ้าแลบ จะลดลงเหลือ ๓ เซนติเมตรเท่านั้น คอสิงโต บริเวณหลังวัดเฉ่งจุ้ยโจวซือมีก้อนหินขนาดใหญ่คล้ายหัวสิงโต ใกล้ๆกันมีรูคล้ายปากสิงโตอ้าออกซึ่งสามารถที่จะให้คนสิบคนเข้าไปยืนได้ ลึกเข้าไปมีรูคล้ายลำคอสิงโตประมาณ ๒ เชียะ ในฤดูใบไม้ผลิต จะมีเสียงลมพัดผ่านออกมาคล้ายเสียงสิงโตคำราม กล่าวกันว่ารูถ้ำนี้สามารถเดินไปถึงเมืองเฉวียนโจวได้ในแถบมณฑลฝูเจี้ยนหรือ ฮกเกี้ยน กว่างตง กว่างซี ชาวจีนส่วนใหญ่จะเคารพนับถือเทพเจ้าอยู่ ๕ องค์ คือ๑. เป๋าเชิงต้าตี้ หรือ ซีจี้กง แถบเมืองไป่เจี่ยว ใกล้เซี่ยเหมิน๒. พระชิงสุ่ยชวีซือ หรือ เฉินผูชวี ที่วัดเฉ่งจุ้ยโจวซือ ตำบลเผิงไหล ที่อำเภออันซี๓. กัวเชิงหวัง หรือ กวงเจ๋อ จุนหวัง ที่เว่ยเจินเหมียวหรือกัวซานหรือเฟิงซานซือ ที่ซื่อซาน ต้นแม่น้ำแถบอันซี หยงชุนและหนานอัน๔. เจ้าแม่มาจู่ หรือ มาจอโป๋ จากเกาะเหมยโจว๕. ฉีเทียนต้าเฉิง หรือ วุนอู่กง หรือเฮ่งเจีย ที่ตำบลแถบภูเขาและภาคกลางของฝูเจี้ยน ในไต้หวันมีศาลเจ้าโจวสู่กงที่สำคัญคือ ศาลเจ้าชิงสุ้ยจูซือที่ว่านหัว ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๐ ถนนคางติง อำเภอว่านหัว ไทเป อีกแห่งที่ซานเซี่ย ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๒ เพื่อเป็นสิ่งยึดเหยี่ยวแก่ชาวอันซีที่อพยพมาอยู่เขตซานเซี่ยในไต้หวัน เมื่อถึงวันแซยิดของพระโจวสู่กง คือ วันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๑ ตามปฏิทินจีน พวกชาวบ้าน ๗ แซ่สกุลจากสี่ตำบล คือ ซานเซี่ย อิงเก๋อ ตู้เฉิงและต้าซี ต่างมาร่วมจัดงานระลึกถึงท่าน ศาลเจ้าโจวสู่กงที่มาเลเซียตั้งอยู่บริเวณเกนติ้งไฮแลนด์ เรียกว่า วัดถ้ำชินสวี พระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง กับ พระตักม้อโจวซือ บางท่านเข้าใจว่าเป็นองค์เดียวกัน เพราะพระโจวพระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง บางคนเรียก ตัวจ้อ หรือ อิดจ้อ แปลว่า องค์แรก ซึ่งตรงกับการเรียกขาน พระตักม้อโจวซือ ที่เรียก อิดจ้อ ศาลเจ้าบางแห่งจึงนำเอาพระโจวสู่กงไปวางไว้เป็นตัวจ้อ องค์แรก แล้วต่อด้วยหยี่จ้อ องค์ที่สอง ซึ่งต้องเรียงไปจนถึงหลักจ้อคือ องค์ที่หกแต่จากการศึกษาชีวประวัติของทั้งสององค์ต่างมีที่มาไม่เหมือนกัน ชีวประวัติของพระโจวสู่กงท่านมีชื่อเดิม สถานที่ถือกำเนิดชัดเจน เพียงแต่มีผิวดำคล้ายพระตักม้อซึ่งเป็นชาวอินเดีย ซึ่งท่านเดินทางเรือจากอินเดียใต้ถึงกว่างโจว มณฑลกว่างตง เมื่อ พ.ศ. ๑๐๗๐ วันที่ ๒๑ ค่ำ เดือน ๙ ตามปฏิทินจีน เข้าเฝ้าฮ่องเต้เหลียงอู่ตี้ ( เซียวเอี่ยน ) แห่งราชวงศ์เหลียงที่เมืองนานกิง ซึ่งพระองค์ทรงนับถือพระพุทธศาสนา แต่จากการสนทนาธรรมกับพระองค์ ทรงไม่เข้าใจในบทสนทนาจึงไม่โปรดฯ พระตักม้อจึงเดินทางไปพำนักที่วัดเส้าหลิน เมืองลั่วหยาง นั่งสมาธิหันหน้าเข้าผนังหินถึงเก้าปีจึงได้สำเร็จมรรคผล แล้วจึงเผยแผ่ธรรมะไปทั่วประเทศ จีนถือว่าท่านเป็นพระมหาสมณะองค์แรกหรือสังฆปรินายกองค์แรก เรียกว่า อิดจ้อ หรือ อิดโจ้ว หรือ ตักม้อโจวซือ หรือ พระอิดโจ้วตักม้อไต้ซือ หรือ พระโพธิธรรมมหาครูบา ท่านจึงมิใช่โจวซือกง และเวลาของทั้งสององค์ก็ต่างกันกว่าห้าร้อยปีพระเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง จึงเป็นพระสงฆ์ทางพระพุทธศาสนาที่คนจีนถือเป็นเทพเจ้าและให้ความเคารพนับถือตลอดจน การขอยารักษาโรคภัยไข้เจ็บมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เมื่อถึงวันแซยิด คือ วันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๑ หรือบางแห่งถือเอาวันที่ ๖ ค่ำ เดือน ๖ ตามปฏิทินจีน ผู้ที่เคารพนับถือต่างไปสักการะกราบไหว้เป็นประจำทุกปี จบแล้วครับ

ทิฮู้หง่วน โส่ย

ทิฮู้หง่วนโส่ย

ทิหง่วน โส่ย (鐵元帥) หรือ ทิเทียนกุน (鐵天君) หรือจอมพลทิ (鐵府元帥) คือหนึ่งในสามสิบหกจอมพลสวรรค์ (三十六天將之鐵頭元帥) และเป็นหนึ่งในสิบไท่โป้ (東嶽十太保) ของตั่งกักไต่เต่ (東嶽大帝) โดยทำหน้าที่ในการปราบปีศาจและทำลายพลังชั่วร้ายต่างๆทิหง่วนโส่ยมี ชื่อจริงว่า ทิถ่าว (鐵頭) เกิดในสมัยปลายราชวงศ์เซียง (941 – 841ก่อนปี ค.ศ. 生于商末朝代) ณ บ้านโจ่วเสีย (家鄉於石城) ท่านมีชาติกำเนิดที่น่าสนใจดังนี้ คือ จากบันทึกเทพเจ้าในศาสนาเต๋า ทิโท่วนั้นแท้จริงแล้วคือ รูปแบบ(ปาง,อวตาร)หนึ่งของแม่ทัพลักติง (六丁之氣) ที่ได้รับคำสั่งจากหยกหองซ่งเต่ (玉皇大天尊) ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยเหลือประชาราษฎ์จากการกดขี่ข่มเหงของราชวงศ์เซี ยง (商朝)หลังจากที่ได้รับโองการสวรรค์ ทิหง่วนโส่ยก็ได้ลงมาบนโลกมนุษย์เพื่อเสาะหามารดาของตนเองก่อน ด้วยความช่วยเหลือจากจอมพลสวรรค์ท่านอื่น ทิหง่วนโส่ยก็ได้มาถึงบ้านโจ่วเสีย และได้พบกับสตรีแซ่ก่าน (顏氏女) ซึ่งเป็นหญิงสาวพรมจรรย์และเป็นผู้ประพฤติธรรม และในคืนนั้นเอง ทิง่วนโส่ยก็ได้เข้าฝันหญิงแซ่ก่านท่านนี้ และบอกกล่าวให้ทราบว่าตนเองจะมาเกิดเป็นลูกชายของนางและเด็กชายที่เกิดมานี้ จะนำความสงบสุขมาให้ประชาชนหญิงแซ่ก่านหลังจากตื่นขึ้นจากความฝัน บังเกิดเป็นกระแสพลังร้อนพุ่งเข้ากระแทกท้องของนาง หลังจากนั้นนางก็ตั้งท้อง จวบกระทั่ง 10เดือนต่อมานางก็ให้กำเนิดเด็กผู้ชาย ซึ่งก็คือทิหง่วนโส่ยในวันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนห้า (農曆五月初七日) แต่เนื่องจากนางเป็นหญิงพรมจรรย์ไม่ได้แต่งงานแต่อย่างใด ดังนั้นนางจึงให้แซ่ลูกชายนางว่า ทิ (鐵) ซึ่งแปลว่าเหล็กหรือทองแดงเป็นเพราะนางต้องการให้ ลูกชายของนางเมื่อเติบโตขึ้นมีความแข็งแร่งและกล้าหาญอดทนเหมือนเหล็กนั้น เองยี่สิบปีต่อมา ทิหง่วนโส่ยเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มที่กล้าหาญ มีนิสัยโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือผู้คนอยู่เสมอ ปีหนึ่งราชสำนักเซียงได้ส่งกองทหารออกเกณฑ์ชายหนุ่มเพื่อไปเป็นทหาร และมีทหารเลวจำนวนหนึ่งทำการปล้นสดมชาวบ้าน เมื่อทิหง่วยโส่ยรู้เข้า ท่านและเพื่อนจึงจัดตั้งกำลังขึ้นเพื่อสู้รบกับทหารเลวเหล่านั้นต่อ มาท่านได้เดินทางศึกษาวิชาเวทมนต์ต่างๆเพิ่ม โดยเดินทางไปเสาะหาอาจารย์ตามที่ต่างๆ จนท้ายที่สุดท่านได้เดินทางมาถึงภูเขาอิมซาน (陰山) และได้เรียนวิชาอาคมจากนักพรตเต๋าหลังจากได้ศึกษาวิชาอาคมได้เป็น ระยะหนึ่ง อาจารย์ของท่านได้ให้ท่านลงเขามอบภาระกิจช่วยราชวงศ์จิว (周朝) กู้แผ่นดิน โดยให้ท่านไปอยู่กับ จิวบุ๋นอ๋อง(姬昌) เพื่อต่อสู้กับกษัตริย์จอมชั่วร้ายติวอ๋อง จากราชวงศ์เซียงใน ระหว่างทางท่านได้เดินผ่านป่าบนเขาอิมซานซึ่งเป็นที่อยู่ของปีศาจม้าไฟ (火馬โห้ย หม่า) และท่านได้ค้างคืนที่นั้น ตกกลางคืนพอท่านเริ่มหลับตานอน เจ้าปีศาจม้าไฟก็ปรากฎกายขึ้นและจะจับท่านกินเป็นอาหาร ทันทีที่ท่านได้รับรู้ถึงไอปีศาจคุกคามถึงตัว ท่านได้ใช้ขวานเหล็กของท่าน (鐵釜ท่าน อาจารย์ของทิหง่วนโซ่ยมอบให้) เข้าต่อสู้และปราบปีศาจม้าไฟได้สำเร็จ และตั้งแต่นั้นมาเจ้าปีศาจม้าไฟก็ได้ติดตามเพื่อรับใช้ท่านทิหง่วนโส่ยจาก นั้นไม่นานท่านได้เดินทางพบกับค่ายทัพของราชวงศ์จิวและได้เข้าไปแนะนำตัวกับ จิวบุ๋นอ๋อง และได้รับราชการในกองทัพร่วมกับขุนพลคนอื่นๆในการวางแผนการรบใน การศึกขั้นแตกหักกับกองทัพราชวงศ์เซียง ทิหง่วนโซ่ยได้เข้าไปในเขตพระราชฐานหอจี้ฮี (商宮紫虛樓) เพื่อฆ่าปีศาจจิ้งจอก หลังจากที่ฆ่าปีศาจจิ้งจอกตาย ทันใดนั้นปีศาจไฟก็ได้ก็ล้อมท่านและใช้ไฟปีศาจเข้าเผาท่านในทันที จนกระทั่งท่านโดนปีศาจไฟเผาจนตาย (เราจึงเห็นกิมสิ้นของทิหง่วนโส่ยเป็นสีดำนั้นเอง)หลังจากวิญญาณของ ท่านออกจากร่าง ก็ได้ล่องลอยไปสู่สรวงสวรรค์ (天庭) เพื่อเข้าเฝ้าหยกหองซ่งเต่ (玉皇大帝) และได้รับการสดุดีและได้รับการแต่งตั้งยศเป็นที่ 威靈靈佑侯孟烈鐵元帥จากนั้นท่านก็ได้เข้าเป็นหนึ่งในสามสิบหกจอมพลสวรรค์ (玄天上帝) เพื่อติดตามเหี่ยนเทียนซ่งเต่ในการปราบพลังปีศาจชั่วร้ายต่อไป

เปาบุ้นจิ้น
เปา เจิ่งถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวนักวิชาการแห่งนครเหอเฟย์ มณฑลอานฮุย ที่ซึ่งในปัจจุบันประดิษฐานวัดเจ้าเปา (จีน: 包公祠; พินอิน: Bāogōngcí; คำอ่าน: เปากงฉือ) วัดดังกล่าวสถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 1609 ใกล้กับสุสานของเปา เจิ่ง
เปา เจิ่งนั้นเมื่ออายุได้ยี่สิบเก้าปีได้เข้ารับการทดสอบหลวง และผ่านการทดสอบระดับสูงสุด ได้รับแต่งตั้งเป็นบัณฑิตเรียกว่า "จินฉื่อ" (พินอิน: Jinshi) และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงไคฟง อันเป็นเมืองหลวงแห่งประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ซ้ง
ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งหน้าที่ในราชการ เปา เจิ่งไม่ปรานีและประนีประนอมกับความทุจริตใด ๆ เลย เปา เจิ่งนั้นมีนิสัยรักและเทิดทูนความยุติธรรม ปฏิเสธที่จะเข้าถึงอำนาจหน้าที่โดยวิถีทางอันมิชอบ บุคคลผู้หนึ่งที่ชิงชังเปา เจิ่งนักได้แก่ราชครูผัง (จีน: 龐太師; พินอิน: Pángtàishī; คำอ่าน: ผังไท้ชือ) อย่างไรก็ดี ยังไม่ปรากฏข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่แน่ชัดรับรองว่าราชครูผังผู้นี้มีความชิงชังในเปา เจิ่งจริง นอกจากนี้ การปฏิบัติราชการโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างไม่เห็นแก่หน้าผู้ใดยังทำให้เปา เจิ่งมีความขัดแย้งกับข้าราชการชั้นสูงบางกลุ่ม ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีซ้งหยาง (พินอิน: Song Yang) เปา เจิ่งเคยสั่งลดขั้นตำแหน่งและปลดข้าราชการถึงสามสิบคนในคราเดียวกัน เหตุเพราะทุจริตต่อหน้าที่ราชการ รับและ/หรือติดสินบน และละทิ้งหน้าที่ราชการ กับทั้งเปา เจิ่งยังเคยกล่าวโทษจางเหยาจั๋ว (พินอิน: Zhang Yaozhuo) พระปิตุลาของพระวรชายา ถึงหกครั้ง อย่างไรก็ดี เนื่องจากความซื่อสัตย์และเฉียบขาดในการปฏิบัติหน้าที่ จนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมเด็จพระจักรพรรดิเหรินจงจึงมิได้พระราชทานราชทัณฑ์แก่เปา เจิ่งในอันที่ได้ล่วงเกินบุคคลสำคัญดังกล่าวนี้
เพื่อนร่วมงานและผู้สนับสนุนคนสำคัญคนหนึ่งของเปา เจิ่ง ได้แก่ อ๋องแปด (จีน: 八王爺; พินอิน: Bāwángyé; คำอ่าน: ปาหวังอี๋) ซึ่งเป็นพระมาตุลาในสมเด็จพระจักรพรรดิเหรินจง
เปา เจิ่งนั้น ถึงแม้รับราชการเป็นเวลากว่าสี่สิบห้าปี และมีตำแหน่งหลากหลายเริ่มตั้งแต่เป็นนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการแผ่นดิน ผู้ว่าราชการกรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นต้น แต่ผู้คนมักรู้จักเปา เจิ่งในด้านตุลาการ แม้ว่าความจริงแล้วเปา เจิ่งไม่ได้มีอาชีพเป็นตุลาการโดยตรงก็ตาม ความเด็ดเดี่ยวและกล้าตัดสินใจ ทำให้ผู้คนพากันยกย่องและคอยร้องทุกข์ต่อเปา เจิ่งเสมอ
เปา เจิ่งไม่เคยรับของขวัญใด ๆ เลยแม้จะเป็นชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงคำครหาและความไม่เหมาะสมต่าง ๆ
เปา เจิ่งมีหลักในการปฏิบัติราชการว่า "จิตใจสะอาดบริสุทธิ์คือหลักแก้ไขปัญหามูลฐาน ความเที่ยงตรงเป็นหลักในการดำเนินชีวิต จงจดจำบทเรียนในประวัติศาสตร์ไว้ และอย่าให้คนรุ่นหลังเย้ยหยันได้"
ด้านความเป็นอยู่ส่วนตัวและอัธยาศัยนั้น ประวัติศาสตร์จีนบันทึกไว้ว่า เปา เจิ่งเป็นคนตรงไปตรงมา รังเกียจข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง และกดขี่ขูดรีดประชาชน แม้จะเกลียดคนเลวแต่ก็มิใช่เป็นคนดุร้าย เปา เจิ่งเป็นคนซื่อสัตย์และให้อภัยคนทำผิดโดยไม่เจตนา กับทั้งไม่เคยคบคนง่าย ๆ อย่างไร้หลักการ ไม่เสแสร้งทำหน้าชื่นและป้อนคำหวานเพื่อเอาใจคน มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเปิดเผย ไม่มีลับลมคมใน จึงไม่มีฝักไม่มีฝ่าย แม้ว่ายศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่ง แต่เสื้อผ้า เครื่องใช้ เครื่องแต่งกาย และอาหารการกินก็ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อครั้งยังเป็นสามัญชนเลย
การที่เปา เจิ่งได้รับยกย่องว่าเป็นประดุจเทพเจ้าแห่งความยุติธรรมทำให้ชาวจีนเชื่อว่า เปา เจิ่งนั้นกลางวันตัดสินคดีความในมนุษยโลก กลางคืนไปตัดสินคดีความในยมโลก

ชุดเครื่องประหารของเปา เจิ่ง รัฐบาลจีนได้จำลองขึ้นและจัดแสดงไว้ที่ศาลไคฟงในปัจจุบัน
ในงิ้วตลอดจนในละครและภาพยนตร์ ผู้แสดงมักแสดงเป็นเปา เจิ่งโดยมีใบหน้าสีดำ และมีพระจันทร์เสี้ยวอันเป็นเครื่องหมายที่มีมาแต่กำเนิดประดิษฐานอยู่บนหน้าผาก กับทั้งเปา เจิ่งยังใช้เครื่องประหารเป็นชุดซึ่งได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระจักรพรรดิอีกด้วย โดยชุดเครื่องประหารประกอบด้วย เครื่องประหารหัวสุนัขสำหรับประหารอาชญากรที่เป็นสามัญชน เครื่องประหารหัวพยัคฆ์สำหรับอาชญากรที่เป็นข้าราชการและผู้มีบรรดาศักดิ์ และเครื่องประหารหัวมังกรสำหรับพระราชวงศ์ นอกจากนี้ เปา เจิ่งยังได้รับพระราชทานหวายทองคำจากสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ก่อนโดยให้สามารถใช้เฆี่ยนตีสั่งสอนสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ปัจจุบันได้ และกระบี่อาญาสิทธิ์โดยให้มีอาญาสิทธิ์สามารถประหารผู้ใดก็ได้นับแต่สามัญชนจนถึงเจ้าโดยไม่ต้องได้รับพระราชานุญาตก่อนตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่หลังจากประหารแล้วให้จัดทำรายงานกราบบังคมทูลทราบพระกรุณาด้วย เป็นที่มาของสำนวนจีนว่า "ฆ่าก่อน รายงานทีหลัง" (จีน: 先斬後奏; พินอิน: xiānzhǎnhòuzòu, เซียนฉ่านโฮ้วโจ้ว)
ในวรรณกรรมจีนหลายเครื่อง ระบุถึงคดีสำคัญที่ได้รับการตัดสินโดยเปา เจิ่ง ดังต่อไปนี้

รูปเคารพของเปา เจิ่ง ที่จังหวัดชลบุรี
คดีฉาเม่ย (จีน: 鍘美; พินอิน: zháměi) : เปา เจิ่งได้ตัดสินประหารเฉินชื้อเม่ย (จีน: 陳世美; พินอิน: Chénshìměi) ผู้ทอดทิ้งภรรยาไปสมรสกับพระราชวงศ์จนได้รับพระราชทานยศเป็นพระราชบุตรเขย และต่อมาได้พยายามฆ่าภรรยาผู้นั้นเนื่องจากนำความไปร้องต่อศาลกรุงไคฟง ชื่อคดีนี้รู้จักกันทั่วไปจากละครโทรทัศน์ชุดเปาบุ้นจิ้นในชื่อ "คดีประหารราชบุตรเขย"
คดีหลีเมาฮ้วนไท้จี๋ (จีน: 貍貓換太子; พินอิน: límāohuàntàizǐ) : หรือคดีเกี่ยวกับการทำลายชื่อเสียงของพระวรชายาด้วยการลักลอบนำชะมดมาสับเปลี่ยนกับพระราชโอรสที่เพิ่งมีประสูติกาลและต่อไปจะได้ทรงเป็นมกุฎราชกุมาร คดีนี้มีขันทีชื่อกัวหวาย (จีน: 郭槐; พินอิน: Guōhuái) เป็นจำเลย ขันทีกัวหวายนั้นสนับสนุนงานของเปา เจิ่ง มาตลอดและเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของสมเด็จพระจักรพรรดิ ทำให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปได้โดยลำบาก เปา เจิ่งจึงปลอมตัวเป็นหยานหลัว (จีน: 阎罗; พินอิน: Yánluó; มัจจุราช) และจำลองยมโลกขึ้นเพื่อล่อลวงให้ขันทีรับสารภาพ ชื่อคดีนี้รู้จักกันทั่วไปจากละครโทรทัศน์ชุดเปา เจิ่ง ในชื่อ "คดีสับเปลี่ยนองค์ชาย"
เกียรติศัพท์และคดีของเปา เจิ่ง ได้รับการสร้างเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยมในปัจจุบันหลายครั้งหลายครา
อนึ่ง ได้มีการนำรูปเคารพที่เชื่อกันว่าสร้างขึ้นหลังจากเปา เจิ่ง ถึงแก่อนิจกรรมนั้นมาประดิษฐานในประเทศไทย โดยตั้งอยู่ที่อเนกกุศลศาลา ใกล้กับวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

ปุ่นเถ่ากง , ปุ่นเถ่าก้ง , ตั่วแปะกง , ตี่จูเอ่ย




ปุ่นเถ่ากง เป็นชื่อที่เรียกตามภาษาจีนแต้จิ๋ว ส่วนจีนกลางเรียกว่า เปิ่นโถวกง เป็นเทพเจ้าที่พบใน เมืองไทย ฟิลิปปินส์ และที่ ปีนัง เท่านั้น
เปิ่นโถวกง และ ต้าเป๋อกง เป็นเทพองค์เดียวกัน เป็นเทพที่นักเดินเรือ ในสมัยราชวงศ์ซ่ง (ซ้อง) กราบไหว้กัน โดยมีชื่อเดิมว่า “โตวกง” แต่ที่ปีนังชาวพื้นเมืองเรียกเทพองค์นี้ว่า “เปิ่นโถวกง” ฟิลิปปินส์เรียกเทพองค์นี้ว่า เปิ่นโถวกัง ชื่อดังกล่าวเป็นเพียงตำแหน่ง เทพผู้ดำรงตำแหน่งนี้ จะแตกต่างกันไปตามบุคคล เวลา และสถานที่ ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ จะเป็นใครไม่อาจจะทราบได้ หรืออาจจะเป็นเพียงสัญลักษณ์ ของบรรพบุรุษ ของชาวจีน โพ้นทะเลเท่านั้น ก็ได้ คำว่า เปิ่นโถว ซึ่งหมายถึง เปิ่นตี้ หรือที่ดั้งเดิม หรือ โถวมู่ ซึ่งแปลว่าหัวหน้าในสถานที่นั้น ๆ บางคนเรียกย่อ ๆ ว่า ตี้โถว ในสมัยก่อนเมื่อผู้เป็นใหญ่ในเขตนั้น ๆ หรือผู้นำในเขตอื่นๆ ได้ทำคุณประโยชน์ ให้แก่เขตปกครองมากมาย เมื่อตายไปแล้ว ก็ถูกยกย่องให้เป็นเทพ จึงเรียกว่าเปิ่นโถวกง ซึ่งหมายความว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งเขตนั้นๆ
หน้าที่รับผิดชอบ
คนที่มีที่ทางเยอะๆ จะมากราบไหว้เพื่อให้ท่านปกปักรักษาที่ดิน ดูแลที่ดิน หรืออาณาบริเวณ คอยปกป้อง คุ้มครองคนในบ้าน ให้ร่มเย็นเป็นสุขและปลอดภัย ในตลาดสดทั้งหลาย ส่วนมากจะตั้งเทพเปิ่นโถวกงไว ้เป็นเทพประธาน หากไม่ตั้งเปิ่นโถวกงไว้เป็นเทพประธานในศาล ก็ต้องตั้งเป็นเทพชั้นรอง เพื่อจะได้ช่วยปกป้อง ความร่มเย็น และการค้าเจริญรุ่งเรือง

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
คนจีนฮกเกี้ยนมักจะอัญเชิญท่านไว้ที่หิ้งเพื่อกราบไหว้ ส่วนคนจีนแต้จิ๋วจะนิยมอัญเชิญท่านไว้ที่หิ้งบนพื้น เพราะถือว่า ท่านเป็นเทพเจ้าที่ ในการบูชาเจ้าที่ของแต่ละบ้าน อาจมีรายละเอียดต่างกันนิดหน่อยแล้วแต่คนนิยม เช่น บางบ้านนิยมบูชาดอกไม้สด มาลัย บางบ้านต้องมีต้นกวนอิม ปักแจกันไว้ประจำ ที่กระถางธูปนิยมมีกิมฮวย (จินฮวา ) ประดับ แต่ในกระถางธูปบางบ้านนิยมใส่ทรายหรือข้าวสารที่กระถางธูป บางบ้านใส่เป็นโหงวเจ้งจี้ (อู่จ่งจือ ) หรือ เมล็ดทั้งห้า คือข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวเหนียวแดง เมล็ดถั่วเขียว เมล็ดถั่วแดง
นอกจากนี้ ก็อาจมีของบูชาที่มีความหมายเป็นมงคล เช่น ฟักทอง ฟักเงิน สับปะรด เงิน ทอง ฯลฯ แล้วก็มีของสดบูชา เช่น น้ำชา 5 ที่ เหล้าขาว 5 ที่ มะพร้าวอ่อน ส้ม บางบ้านไหว้ธูป 5 ดอก ลึกๆ แล้วการบูชาเจ้าที่คือการไหว้ธาตุทั้งห้า คือ ธาตุทอง ดิน ไม้ น้ำ ไฟ
ปางหรือลักษณะรูปเคารพ
รูปเคารพของเทพ ปุนเถ่ากง หรือ ปุนเถ่าม่า เทพองค์นี้มีลักษณะของรูปเคารพ ที่ไม่เหมือนกัน ในทุกศาลเจ้า เช่นมีทั้งที่แต่งกาย แบบขุนนางฝ่ายบุ๋น บ้างก็แต่งกายแบบขุนนางฝ่ายบู๊ มีหนวด มือขวาถือหลู่ยี่ มือซ้ายถือก้อนทอง เป็นต้น

ประวัติกิมท้ง


ประวัติกิมท้ง
พระโพธิสัตว์ในรูปนั้นทรงอยู่ในปางประทานบุตร >ทรงอุ้มพระกุมาร(กิมท้ง)ไว้ในพระอุระ >พระกุมารดังกล่าวก็ถือลงในหมวดกิมท้งเช่นกัน( กิมท้ง >นั้นเป็นชื่อตำแหน่งของพระกุมารชาย กิมท้งแต่ละพระองค์จะทรงพระนามว่าอะไรนั้น >ผู้เขียนมีข้อมูลไม่เพียงพอ >ในจริยะเทวาอริยะฐานะของสายธรรมโซยที(สายธรรมของโกวเนี้ย) ได้กล่าวว่า >ทิพยวิมานได้แบ่งเทพเทวาเป็น 24 หมวด อาทิ เทวาหมวดอักษร(เจี้ยวฮว่า) >เทวาหมวดจริยะระเบียบ(หลี่กุย)เทวาทิพยบัลลังค์ เป็นต้นใน 24 หมวดนี้ >เทพเซียนต่างต้องรับผิดชอบในภาระหน้าที่ของตน >แต่หน้าที่บนพระวิมานนั้นหาได้มีเพราะเง็กเซียนเป็นผู้ประทานให้ >แต่เป็นเพราะการตั้งปณิธานของผู้บำเพ็ญปฏิบัติเองตั้งแต่ยังอยู่ในโลกมนุษย์ >เช่น ในตอนมีชีวิตอยู่ได้ตั้งปฌิธานเผยแพร่ธรรมะ แสดงวิถีทางแก่มหาชน >ครั้นเมื่อดับสังขารนี้ไป ก็ไปเสวยฐานะเป็นพระเทวาหมวดจริยะระเบียบ >คอยเป็นธรรมโฆษกเทพ ประกาศพระสัทธรรมบนทิพยวิมาน)> พระกุมารเทพอั๊งไห้ยี๊ (ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า หงไหเอ๋อ) >หมายถึงพระกุมารแดง ทรงอาภรณ์สีแดง มีศาตราวุธประจำพระองค์คือ ทวนยาว >สามารถพ่นไฟที่มีอำนาจร้ายแรง มีของวิเศษได้แก่ >รองเท้าที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ อั๊งไห้ยี๊ >จัดเป็นพระกุมารที่คนรู้จักกันมากที่สุดพระองค์หนึ่งในกลุ่มพระกุมาร 6 >พระองค์ได้แก่ 1จินจา 2 มู่จา 3 นาจา 4 ซ่านไฉ 5 หลงหนี่ 6 หงไหเอ๋อ >พระกุมารเทพ 3 พระองค์แรกเสวยพระภาระตั้งแต่สมัยพระอริยะบุพมาตานึ่งออ >(นึ่งออเนี่ยเนี๊ย) สร้างโลก >พระกุมารซ่านไฉและหลงหนี่บังเกิดขึ้นในสมัยปลายราชวงศ์โจว >เป็นพระอุปัฏฐากพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ >ส่วนพระกุมารหงไหเอ๋อบังเกิดขึ้นจากตำนานการอัญเชิญพระตรัยปิฎกของพระถังซำจั๋ง> >ครั้งเมื่อราชวงศ์ถังได้รวบรวมแผ่นดินจงหยวน(ภาคกลางของจีน)ได้อย่างราบคาบ >พระจักรพรรดิ์ถังไท่จง(หลี่ซื่อหมิง)ทรงทำนุบำรุงประเทศชาติเป็นอย่างดี >กาลนั้นพระสมณเหี้ยนจั๊งผู้คงแก่เรียน >ได้ทำการศึกษาพระพุทธคัมภีย์จนแตกฉานในพระไตรปิฎก >แต่เนื่องจากเหตุการณ์สงครามเมื่อครั้งต้นพระราชวงศ์ >ทำให้วัดวาอารามพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถูกเผาทำลายไปเป็นจำนวนมาก >พระสมณะเจ้าจึงมีดำริจะไปอัญเชิญพระพุทธคัมภีร์ยังอินเดียเพื่อหวังกลับมาเผยแพร่พระสัทธรรมของพระศาสดาเจ้าให้เวไนยสัตว์ได้รู้ตื่นพ้นจากห้วงทุกข์> >พระสมณะเจ้าเป็นพระภิกษุที่มาจากเมืองถังครั้นเมื่อเดินทางกลับมาได้แปลพระคัมภีร์จากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีนมากมายจนได้พระสมณศักดิ์เป็นพระธรรมาจารย์ตรีปิฎก(ซำ >จั๊ง ฮวบ ซือ)ดังนั้นจึงขนานนามท่านว่า พระถังซำจั๋ง> นิทานเรื่องไซอิ๋วนั้นแต่งขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง >ซึ่งมีระยะเวลาห่างไกลจากราชวงศ์ถังหลายร้อยปี ในไซอิ๋วกล่าวว่า> ครั้นพระสมณะเหี้ยนจั้ง(พระถัง)เดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก >ไปพบภูเขาไฟใหญ่กีดขวางทางอยู่ด้านหน้า >ซึงหงอคงจึงรับอาศาไปขอยืมพัดเหล็กจากองค์หญิงพัดเหล็ก >เหตุนี้เองจึงทำให้เกิดตำนานอั๊งไห้ยี้> อั๊งไห้ยี๊ เป็นบุตรของอ๋องกระทิงและองค์หญิงพัดเหล็ก >เมื่อครั้งที่มารดาตั้งท้องได้ไปขอพระบุตรจากพระโพธิสัตว์กวนอิม >พระกวนอิมโพธิสัตว์เห็นว่าเธอตั้งใจรักษาศีลกินเจ >จึงได้ประทานพระกุมารน้อยให้บังเกิดในครรภ์ขององค์หญิงพัดเหล็กนั่นเอง >ครั้นเมื่อเติบโตขึ้น >มีอิทธิปาฏิหาริ์ย์ใช้รองเท้าขิงบิดาเดินน้ำเหาะทยานในอากาศ >สามารถพ่นไฟที่ทรงพลานุภาพ มีอาวุธคือทวนยาว >แต่อาภัพเพราะบิดาไปมีภรรยาน้อยหลายคนจึงกลายเป็นเด็กมีปัญหา >ต่อมาได้คบเพื่อนเลวและถูกยุยงให้ไปฆ่าพระถังมาเพื่อบริโภค >พระโพธิสัตว์กวนอิมได้มอบฐานบัววิเศษให้หงอคงนำไปจับตัวอั๊งไห้ยี้ >ผลสุดท้ายอั๊งไห้ยี๊ถูกจับตัวและพระถังได้เทศนาจนกลับใจ >ส่วนเพื่อนเลวก็ถูกอานุภาพแห่งพระสูตรที่ชื่อว่า ปรัชญาปารมิตาสูตร >ครั้นเมื่อพระถังพร้อมลูกศิษย์ร่วมกันภาวนาพระสูตรดังกล่าวเพื่อนมารก็ถึงที่ตาย >อั๊งไห้ยี้ตั้งใจสำนึกตัวด้วยความผิดที่ฆ่าประชาชนตายไปในศึกที่สู้กับหงอคง >จึงตั้งปณิธานไปบำเพ็ญตัวที่ภูเขาโพ่วท้อซันซึ่งเป็นพระพุทธบรรพตที่พระโพธิสัตว์กวนอิมพำนักอยู่ >อั๊งไห้ยี๊เดินทางจากบ้านด้วยวิธี ซาน ขู่ อิ๊ ป่าย(เดิน 3 ก้าวกราบ 1 กราบ ) >ระหว่างเดินไปกราบไปก็ภาวนา นำมอกวนซืออิมผู่สักด้วย จนไปถึงภูเขา >ตำนานไท้จื้อกราบกวนอิมก้อกำเนิดมาจากตำนานนี้นี่เอง>